ข้อเท็จจริงที่ผู้ป่วยควรทราบ
มี ข้อเท็จจริง หลายเรื่อง ที่ผู้ป่วยควรทราบ เพื่อลดปัญหาการโต้เถียงภายหลัง
แพทยสภาเคยมีเอกสารเป็นทางการออกไปแล้ว
แต่ข้าพเจ้าเชื่อว่า มีคนที่ยังไม่รู้ไม่เข้าใจอีกมาก
ข้อเท็จจริงต่อไปนี้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างเฉพาะกับ สูตินรีแพทย์ ได้แก่
1. ความตายของมารดาที่มาฝากครรภ์ ผู้ที่มาฝากครรภ์ทุกราย ไม่ว่าจะดูแลดีอย่างไร หมอจะเก่งแค่ไหน มารดาก็ยังมีโอกาสตายจากการตั้งครรภ์ โดยที่ หญิงตั้งครรภ์อย่างน้อย 1 ใน 20,000 ราย ก็จะเกิดภาวะ น้ำคร่ำอุดตันเส้นเลือด และในจำนวนนี้กว่า ร้อยละ 99 แพทย์ก็ไม่สามารถช่วยชีวิตได้ แพทย์ก็ไม่ทราบว่าโรคนี้จะเกิดกับใคร ป้องกันไม่ให้เกิดก็ไม่ได้ สูติแพทย์ท่านไหนจะเจอบ้าง คดีฟ้องร้องทุกวันนี้ ส่วนใหญ่ก็มากจากการเกิดโรคนี้ เมื่อเกิดขึ้นมาก็คงจะถามว่า มีโรคนี้ด้วยหรือ ทำไม่เกิดขึ้นกับเรา ใครเป็นคนทำให้เกิด เป็นทีมแพทย์ที่ดูแล หรือตัวผู้ป่วยเอง มองหาคนรับผิดชอบกันให้ได้ การวินิจฉัยว่าเป็นโรคนี้ ก็ยาก ต้องอาศัยการตรวจศพ ถ้าไม่ยอมให้ตรวจก็จะบอกได้อย่างไร ถ้าแพทย์มีญาณวิถีพิเศษ ก็จะบอกผู้ป่วยว่าไม่ให้ท้อง จะได้ไม่ตาย หรือไม่ก็ต้อง"หนีสุดขีด" ไม่มีชื่อพัวพันเลย เพื่อให้ไม่ต้องรับผิดชอบภายหลัง
2. ทารกในครรภ์ ไม่ได้มีลักษณะปกติทุกราย แพทย์ก็ไม่ทราบว่า ลูกของท่านปกติหรือไม่ โดยทั่วไป มีความผิดปกติร้อยละ 1 ขึ้นไป การตรวจหาความผิดปกติของทารกในครรภ์ ในวิทยาการทางการแพทย์ที่มีอยู่ก็บอกความผิดปกติไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่ว่าจะเป็นหมอสูติเก่งขนาดไหน โดยมากผู้มาฝากครรภ์จะเข้าใจว่า ตรวจเครื่องอัลตร้าซาวด์แล้ว คงเห็นหมด ถามแพทย์ว่าลูกปกติหรือไม่ ถ้าแพทย์ว่าปกติ ก็เข้าใจว่า ทุกอย่างปกติหมด ซึ่งเป็นการเข้าใจคำพูดที่แพทย์บอก และความสามารถของแพทย์ผิดไป แพทย์โดยมากก็ไม่ใด้ให้เวลาอธิบายเรื่องนี้นานนัก เนื่องจากมีผู้ป่วยมาก ตัวอย่างความผิดปกติที่มี แต่แพทย์อาจมองไม่เห็น เช่น ความผิดปกติของ แขนขา ข้อ ซึ่งถ้าไม่ชำนาญดูเป็นประจำก็ไม่สามารถบอกได้จากการดูด้วยเครื่องอัลตร้าซาวด์ในเวลาสั้นๆ ความผิดปกติของหัวใจ ความผิดปกติในเรื่องโครโมโซม ซึ่งต้องตรวจด้วยวิธีที่ยุ่งยาก โรงพยาบาลเล็กๆ ไม่สามารถทำได้ และค่าใช้จ่ายอาจแพงมาก และอื่นๆอีกมากมาย
3. อุบัติเหตุไม่คาดฝันอาจมีได้ อยู่เสมอ เช่นเดียวกับรถคว่ำ รถชน ทารกอยู่ในครรภ์ก็อาจตายไปเฉยๆ เช่นภาวะ สายสะดือพัน ผุกกันแน่นจนเลือดไม่สามารถไปเลี้ยงเด็กได้ แพทย์ก็ไม่สามารถรู้ล่วงหน้าได้ว่าใครจะเกิด ไม่มีวิธีป้องกัน เมื่อเกิดแล้วก็ไม่มีวิธีแก้ไข จะทราบต่อเมื่อคลอดออกแล้ว ก็พบว่าสะดือผูกเป็นเกลียวแน่น
วันเสาร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2553
วันพฤหัสบดีที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2552
พระครูธรรมรัตนคุณ
พระครูธรรมรัตนคุณ (หลวงพ่อรัตน์)
อดีตเจ้าอาวาสวัดโพธาราม อดีตเจ้าคณะอำเภอโพธาราม
สมัยที่ข้าพเจ้าเด็กๆ เมื่อจำความได้ สถานที่กว้างขวาง เด็กๆวิ่งเล่นกันสนุกสนานก็คือ ที่หาดทรายโพธาราม และที่วัดโพธาราม ซอยตลาดสด สมัยนั้นยังไม่มี โครงการคุมกำเนิด มีเด็กมากมาย บ้านหนึ่งมีนับสิบขึ้นไป เป็นเรื่องธรรมดา เด็กในซอยตลาดสดข้าพเจ้าว่ามีนับร้อยๆคน
ที่วัดโพธาราม หลังป่าช้า มีเครื่องเล่นเด็ก เช่น ชิงช้า ที่ลื่น ไม่ทราบใครเอามาตั้งมีมานานเท่าไรก็ไม่รู้ แถวใต้ต้นพิกุล หน้าคณะใต้ เป็นบริเวณที่ร่มรื่น เป็นที่เล่นของพวกเรา
หลวงพ่อรัตน์ ทราบว่าเป็น “เจ้าคณะ” ใต้ เรือนแถวกุฎิไม้ อยู่ติดกับโรงเจซุ่นเทียนตั๊ว
มีหลวงพี่ประทีป (พระครูโพธิวราทร) ซึ่ง เป็นพระหนุ่มที่สุดสมัยนั้น อยู่คณะใต้ด้วย
หลวงพ่อหนู เป็น ”เจ้าคณะ” เหนือ เรือนแถวกุฏิไม้ อยู่ติดกับท่ารถจอด ซึ่งเป็น “ตึกกุฎิ” ในปัจจุบัน เวลาไปสวดมนต์พิธีที่บ้านต่างๆในตลาด จะมีหลวงพ่อรัตน์นำคณะไปเสมอ หลวงพ่อหนูท่านก็เป็นเจ้าอาวาส และเจ้าคณะอำเภอสมัยนั้น ท่านอายุมากแล้ว ไม่ค่อยได้ไป
ตอนเช้า หลวงพ่อรัตน์ จะนำคณะสงฆ์ออกบิณฑบาต ทุกวัน เป็นภาพที่งดงามติดตาติดใจข้าพเจ้ามาจนถึงปัจจุบัน(เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว) หลวงพ่อรัตน์ ท่านเป็นกันเองกับ ข้าพเจ้ามาก และเป็นกันเองกับทุกๆคน ใครที่ได้ไปกราบท่าน ก็จะได้สัมผัสถึงความเมตตาที่ท่านให้ อย่างเยือกเย็นและ ล้นเหลือ
ท่านเคยถามข้าพเจ้าในงานบุญที่วัดโพธาราม วันหนึ่ง ว่าภรรยาคนที่ไหน ข้าพเจ้าตอบว่า คนบ้านไผ่ ขอนแก่น ท่านว่าวลาว สวนมาทันที ว่าคน(ภาคอีสาน)บ้านเดียวกัน แล้วท่านก็ว่าวลาวตลอด ข้าพเจ้าไม่กล้าถามต่อว่า ท่านเป็นคนจังหวัดอะไร เพราะเห็นท่านอยู่โพธารามมาตั้งแต่ข้าพเจ้าจำความได้ (ท่านสุชัย (พี่ตุ้ย) บอก ไม่นานนี้ ว่าท่านเป็นคนตำบลดอนทราย)
ข้าพเจ้าเคยมาบวชหน้าไฟตอน อาม่าถึงแก่กรรม เมื่อปี พ.ศ. 2515 ท่านชรามากแล้วท่านมอบให้ หลวงพ่อทุย บวชให้ ท่านนั่งอยู่ข้างๆ ท่านแซวว่า เดี๋ยวพวกเณรทั้งหลายก็จะได้ซองกัน ไม่ต้องห่วงจะอดข้าวเย็น(เพราะเดี๋ยวก็สึกแล้ว) หลวงพ่อทุยท่านให้กรรมฐาน เกศา โลมา นขา ทันตา ตัจโจ ให้ท่องย้อนกลับไปกลับมา
ตอนท่านยังไม่ได้อาพาธมาก ข้าพเจ้าเคยไปกราบ ท่านจะอยู่ใกล้ชิดกับหลวงพ่อทุยตลอด ได้เคยปาวารณากับท่านว่าให้โทรตามได้ถ้าต้องการให้มาดูตรวจท่าน แต่ท่านไม่เคย ได้ตามข้าพเจ้าเลย (อาจเป็นเพราะท่านทราบว่าข้าพเจ้าเป็นสูติแพทย์ก็ได้ หรือมีแพทย์ท่านอื่นท่านตามมาดูอยู่แล้วก็ได้) ไม่เคยเห็นท่านเรียกรถพยาบาลไปรับท่านที่วัด ครั้งหนึ่ง ตอนที่ท่านชราภาพมากและอาพาธ ข้าพเจ้าเคยเห็นท่านมาโรงพยาบาลโพธาราม โดยมีหลวงพี่ประทีปประคองมา มากันสองคนเท่านั้น เมื่อท่านจากไปแล้ว พวกเราจึงรู้สึกสูญเสีย “บุคคลที่ทรงคุณค่าสูงยิ่ง” ของชาวโพธารามไปแล้ว
นายแพทย์สมบูรณ์ นันทานิช
(รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ โรงพยาบาลโพธาราม)
ปล.
1. หลวงพ่อ หลวงลุง หลวงอา หลวงน้า หลวงปู่ หลวงตา หลวงพี่ เป็นการเรียก ลำดับ คล้ายๆว่าเป็นญาติกัน เทียบลำดับไหน โดยมากมักจะยกย่องให้มีฐานะสูงกว่า เพราะไม่เคย ได้ยินมีการเรียกว่า หลวงน้อง หลวงลูก หลวงหลาน หลวงเหลน ข้าพเจ้า ไม่ถนัดเรียก หลวงอา หลวงน้า หลวงลุง แต่ถนัดเรียก หลวงพ่อ หลวงปู่ หลวงตา เพราะที่เป็นญาติ ไม่ค่อยได้มีมาบวชนานๆ ไม่รู้จะนับญาติอย่างไร
2.หลวงพ่อทุย ต่อมา หลังจากท่านพระครูธรรมรัตนคุณ ได้มรณภาพลงแล้ว ท่านได้ย้ายไปเป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านฆ้อง บ้านเกิดของท่าน
อดีตเจ้าอาวาสวัดโพธาราม อดีตเจ้าคณะอำเภอโพธาราม
สมัยที่ข้าพเจ้าเด็กๆ เมื่อจำความได้ สถานที่กว้างขวาง เด็กๆวิ่งเล่นกันสนุกสนานก็คือ ที่หาดทรายโพธาราม และที่วัดโพธาราม ซอยตลาดสด สมัยนั้นยังไม่มี โครงการคุมกำเนิด มีเด็กมากมาย บ้านหนึ่งมีนับสิบขึ้นไป เป็นเรื่องธรรมดา เด็กในซอยตลาดสดข้าพเจ้าว่ามีนับร้อยๆคน
ที่วัดโพธาราม หลังป่าช้า มีเครื่องเล่นเด็ก เช่น ชิงช้า ที่ลื่น ไม่ทราบใครเอามาตั้งมีมานานเท่าไรก็ไม่รู้ แถวใต้ต้นพิกุล หน้าคณะใต้ เป็นบริเวณที่ร่มรื่น เป็นที่เล่นของพวกเรา
หลวงพ่อรัตน์ ทราบว่าเป็น “เจ้าคณะ” ใต้ เรือนแถวกุฎิไม้ อยู่ติดกับโรงเจซุ่นเทียนตั๊ว
มีหลวงพี่ประทีป (พระครูโพธิวราทร) ซึ่ง เป็นพระหนุ่มที่สุดสมัยนั้น อยู่คณะใต้ด้วย
หลวงพ่อหนู เป็น ”เจ้าคณะ” เหนือ เรือนแถวกุฏิไม้ อยู่ติดกับท่ารถจอด ซึ่งเป็น “ตึกกุฎิ” ในปัจจุบัน เวลาไปสวดมนต์พิธีที่บ้านต่างๆในตลาด จะมีหลวงพ่อรัตน์นำคณะไปเสมอ หลวงพ่อหนูท่านก็เป็นเจ้าอาวาส และเจ้าคณะอำเภอสมัยนั้น ท่านอายุมากแล้ว ไม่ค่อยได้ไป
ตอนเช้า หลวงพ่อรัตน์ จะนำคณะสงฆ์ออกบิณฑบาต ทุกวัน เป็นภาพที่งดงามติดตาติดใจข้าพเจ้ามาจนถึงปัจจุบัน(เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว) หลวงพ่อรัตน์ ท่านเป็นกันเองกับ ข้าพเจ้ามาก และเป็นกันเองกับทุกๆคน ใครที่ได้ไปกราบท่าน ก็จะได้สัมผัสถึงความเมตตาที่ท่านให้ อย่างเยือกเย็นและ ล้นเหลือ
ท่านเคยถามข้าพเจ้าในงานบุญที่วัดโพธาราม วันหนึ่ง ว่าภรรยาคนที่ไหน ข้าพเจ้าตอบว่า คนบ้านไผ่ ขอนแก่น ท่านว่าวลาว สวนมาทันที ว่าคน(ภาคอีสาน)บ้านเดียวกัน แล้วท่านก็ว่าวลาวตลอด ข้าพเจ้าไม่กล้าถามต่อว่า ท่านเป็นคนจังหวัดอะไร เพราะเห็นท่านอยู่โพธารามมาตั้งแต่ข้าพเจ้าจำความได้ (ท่านสุชัย (พี่ตุ้ย) บอก ไม่นานนี้ ว่าท่านเป็นคนตำบลดอนทราย)
ข้าพเจ้าเคยมาบวชหน้าไฟตอน อาม่าถึงแก่กรรม เมื่อปี พ.ศ. 2515 ท่านชรามากแล้วท่านมอบให้ หลวงพ่อทุย บวชให้ ท่านนั่งอยู่ข้างๆ ท่านแซวว่า เดี๋ยวพวกเณรทั้งหลายก็จะได้ซองกัน ไม่ต้องห่วงจะอดข้าวเย็น(เพราะเดี๋ยวก็สึกแล้ว) หลวงพ่อทุยท่านให้กรรมฐาน เกศา โลมา นขา ทันตา ตัจโจ ให้ท่องย้อนกลับไปกลับมา
ตอนท่านยังไม่ได้อาพาธมาก ข้าพเจ้าเคยไปกราบ ท่านจะอยู่ใกล้ชิดกับหลวงพ่อทุยตลอด ได้เคยปาวารณากับท่านว่าให้โทรตามได้ถ้าต้องการให้มาดูตรวจท่าน แต่ท่านไม่เคย ได้ตามข้าพเจ้าเลย (อาจเป็นเพราะท่านทราบว่าข้าพเจ้าเป็นสูติแพทย์ก็ได้ หรือมีแพทย์ท่านอื่นท่านตามมาดูอยู่แล้วก็ได้) ไม่เคยเห็นท่านเรียกรถพยาบาลไปรับท่านที่วัด ครั้งหนึ่ง ตอนที่ท่านชราภาพมากและอาพาธ ข้าพเจ้าเคยเห็นท่านมาโรงพยาบาลโพธาราม โดยมีหลวงพี่ประทีปประคองมา มากันสองคนเท่านั้น เมื่อท่านจากไปแล้ว พวกเราจึงรู้สึกสูญเสีย “บุคคลที่ทรงคุณค่าสูงยิ่ง” ของชาวโพธารามไปแล้ว
นายแพทย์สมบูรณ์ นันทานิช
(รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ โรงพยาบาลโพธาราม)
ปล.
1. หลวงพ่อ หลวงลุง หลวงอา หลวงน้า หลวงปู่ หลวงตา หลวงพี่ เป็นการเรียก ลำดับ คล้ายๆว่าเป็นญาติกัน เทียบลำดับไหน โดยมากมักจะยกย่องให้มีฐานะสูงกว่า เพราะไม่เคย ได้ยินมีการเรียกว่า หลวงน้อง หลวงลูก หลวงหลาน หลวงเหลน ข้าพเจ้า ไม่ถนัดเรียก หลวงอา หลวงน้า หลวงลุง แต่ถนัดเรียก หลวงพ่อ หลวงปู่ หลวงตา เพราะที่เป็นญาติ ไม่ค่อยได้มีมาบวชนานๆ ไม่รู้จะนับญาติอย่างไร
2.หลวงพ่อทุย ต่อมา หลังจากท่านพระครูธรรมรัตนคุณ ได้มรณภาพลงแล้ว ท่านได้ย้ายไปเป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านฆ้อง บ้านเกิดของท่าน
วันศุกร์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2552
กฎหมายปฏิรูประบบสาธารณสุขUSA ผ่านวุฒิสภาสหรัฐ
วุฒิสภาสหรัฐโหวตผ่านกฎหมายปฏิรูปสาธารณสุข
บารัค โอบามา
"โอ บามา" ได้รับชัยครั้งใหญ่อีกครั้ง หลังวุฒิสภาโหวตผ่าน กม.ปฏิรูประบบสาธารณสุขด้วยคะแนน 100 เสียง หลังต้องยืดเยื้อมานาน ที่มีมูลค่า 2.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ...
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 24 ธ.ค. ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ผู้นำสหรัฐ ถือว่าได้รับชัยชนะครั้งใหญ่ทางการเมือง หลังวุฒิสภาเสียงส่วนใหญ่โหวตอนุมัติผ่านร่างกฎหมายปฏิรูประบบสาธารณสุข ทุ่มงบประมาณ 871,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ยกเครื่องระบบสาธารณสุข เพื่อขยายผลประโยชน์ครอบคลุมสิทธิการรักษาพยาบาลให้แก่ชาวอเมริกันอีกกว่า 31 ล้านคน จาก 36 ล้านคน ที่ยังตกอยู่ในสภาพความไม่มั่นคงด้านประกันสุขภาพ ขั้นตอนการโหวตเริ่มต้นเมื่อช่วงเช้า 07.00 น. วันพฤหัสบดี หรือตรงกับเวลาช่วงค่ำ19.00 น. วันเดียวกัน (ตามเวลาประเทศไทย) คะแนนเสียงในวุฒิสภา100 คน ฝ่ายเดโมคแครตครอง 58 เสียง พันธมิตรอีก 2 เสียง รวม 60 เสียง คาดว่าลงคะแนนสนับสนุนกฎหมายฉบับนี้ทั้งหมด ส่วนพรรครีพับลิกันครองเก้าอี้ในวุฒิสภาอีก 40 เสียง
ก่อนหน้านี้ ความพยายามผลักดันกฎหมายปฏิรูประบบสาธารณสุขติดขัดยืดเยื้อมาตลอดหลายเดือน เพราะฝ่ายรีพับลิกันพยายามขัดขวางคัดค้าน ต้้องมีการเจรจากันหลายครั้งหลายครา จนกระทั่งสภาชิกสภาผู้แทนราษฎรโหวตผ่านร่างกฏหมายฉบับนี้เมื่อวันที่ 7 พ.ย.ที่ผ่านมา หลังการลงมติผ่านร่างกฎหมายปฏิรูประบบสาธารณสุขฉบับนี้แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือประธานาธิบดีโอบามาจะลงนามรับรองกฎหมายและดำเนินการต่างๆให้ แล้วเสร็จก่อนถึงการแถลงผลงานและนโยบายประจำปีของผู้นำสหรัฐ หรือ "สเตรท ออฟ ดิ ยูเนียน" ในช่วงปลายเดือน ม.ค.ปีหน้า ซึ่งนโยบายปฏิรูประบบสาธารณสุขถือเป็นนโยบายในประเทศที่สำคัญที่สุดของ ประธานาธิบดีโอบามาที่ใช้หาเสียง ภายใต้กฎหมายปฏิรูประบบสาธารณสุขฉบับใหม่ จะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงของระบบสาธารณสุขของสหรัฐ มูลค่า 2.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
ทั้งนี้ ระบบสาธารณสุขของสหรัฐก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2508 มุ่งช่วยเหลือดูแลกลุ่มคนสูงอายุ การปฏิรูประบบสาธารณสุขครั้งนี้ จะขยายครอบคลุมถึงชาวอเมริกันอีกราว 31 ล้านคน ทั้งในเรื่องเกี่ยวกับภาษี การทำแท้งและระบบประกันสุขภาพ รวมชาวอเมริกันจะได้รับประโยชน์มากถึง 94 เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตาม กว่าที่กฎหมายปฏิรูปสาธารณสุขฉบับนี้จะเริ่มบังคับใช้ได้คงต้องรอถึงปี 2557 แต่บริษัทประกันภัยหลายแห่งเริ่มปรับกลยุทธเตรียมรับข้อกฎหมายใหม่แล้ว.
ไทยรัฐออนไลน์
* โดย ทีมข่าวต่างประเทศ
* 25 ธันวาคม 2552, 08:45 น.
บารัค โอบามา
"โอ บามา" ได้รับชัยครั้งใหญ่อีกครั้ง หลังวุฒิสภาโหวตผ่าน กม.ปฏิรูประบบสาธารณสุขด้วยคะแนน 100 เสียง หลังต้องยืดเยื้อมานาน ที่มีมูลค่า 2.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ...
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 24 ธ.ค. ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ผู้นำสหรัฐ ถือว่าได้รับชัยชนะครั้งใหญ่ทางการเมือง หลังวุฒิสภาเสียงส่วนใหญ่โหวตอนุมัติผ่านร่างกฎหมายปฏิรูประบบสาธารณสุข ทุ่มงบประมาณ 871,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ยกเครื่องระบบสาธารณสุข เพื่อขยายผลประโยชน์ครอบคลุมสิทธิการรักษาพยาบาลให้แก่ชาวอเมริกันอีกกว่า 31 ล้านคน จาก 36 ล้านคน ที่ยังตกอยู่ในสภาพความไม่มั่นคงด้านประกันสุขภาพ ขั้นตอนการโหวตเริ่มต้นเมื่อช่วงเช้า 07.00 น. วันพฤหัสบดี หรือตรงกับเวลาช่วงค่ำ19.00 น. วันเดียวกัน (ตามเวลาประเทศไทย) คะแนนเสียงในวุฒิสภา100 คน ฝ่ายเดโมคแครตครอง 58 เสียง พันธมิตรอีก 2 เสียง รวม 60 เสียง คาดว่าลงคะแนนสนับสนุนกฎหมายฉบับนี้ทั้งหมด ส่วนพรรครีพับลิกันครองเก้าอี้ในวุฒิสภาอีก 40 เสียง
ก่อนหน้านี้ ความพยายามผลักดันกฎหมายปฏิรูประบบสาธารณสุขติดขัดยืดเยื้อมาตลอดหลายเดือน เพราะฝ่ายรีพับลิกันพยายามขัดขวางคัดค้าน ต้้องมีการเจรจากันหลายครั้งหลายครา จนกระทั่งสภาชิกสภาผู้แทนราษฎรโหวตผ่านร่างกฏหมายฉบับนี้เมื่อวันที่ 7 พ.ย.ที่ผ่านมา หลังการลงมติผ่านร่างกฎหมายปฏิรูประบบสาธารณสุขฉบับนี้แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือประธานาธิบดีโอบามาจะลงนามรับรองกฎหมายและดำเนินการต่างๆให้ แล้วเสร็จก่อนถึงการแถลงผลงานและนโยบายประจำปีของผู้นำสหรัฐ หรือ "สเตรท ออฟ ดิ ยูเนียน" ในช่วงปลายเดือน ม.ค.ปีหน้า ซึ่งนโยบายปฏิรูประบบสาธารณสุขถือเป็นนโยบายในประเทศที่สำคัญที่สุดของ ประธานาธิบดีโอบามาที่ใช้หาเสียง ภายใต้กฎหมายปฏิรูประบบสาธารณสุขฉบับใหม่ จะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงของระบบสาธารณสุขของสหรัฐ มูลค่า 2.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
ทั้งนี้ ระบบสาธารณสุขของสหรัฐก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2508 มุ่งช่วยเหลือดูแลกลุ่มคนสูงอายุ การปฏิรูประบบสาธารณสุขครั้งนี้ จะขยายครอบคลุมถึงชาวอเมริกันอีกราว 31 ล้านคน ทั้งในเรื่องเกี่ยวกับภาษี การทำแท้งและระบบประกันสุขภาพ รวมชาวอเมริกันจะได้รับประโยชน์มากถึง 94 เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตาม กว่าที่กฎหมายปฏิรูปสาธารณสุขฉบับนี้จะเริ่มบังคับใช้ได้คงต้องรอถึงปี 2557 แต่บริษัทประกันภัยหลายแห่งเริ่มปรับกลยุทธเตรียมรับข้อกฎหมายใหม่แล้ว.
ไทยรัฐออนไลน์
* โดย ทีมข่าวต่างประเทศ
* 25 ธันวาคม 2552, 08:45 น.
วันพฤหัสบดีที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2552
โรงพยาบาลคุณภาพ
โรงพยาบาลคุณภาพ
คุณภาพ และความปลอดภัย คือสิ่งที่สังคมคาดหวัง ต่อ ระบบบริการสุขภาพ
เหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์
ความไม่พึงพอใจ
ความขัดแย้ง
ความเสี่ยง
ความสูญเปล่า
5 ประการนี้ก็ยังพบอยู่เรื่อยๆ
รพ.คุณภาพต้องมีกลไก กระตุ้น ส่งเสริม และพัฒนา
ให้เกิดคุณภาพ และความปลอดภัย
รพ.คุณภาพ อาจหมายถึง
รพ.ที่ผ่านมาตรฐาน HA
มีระบบบันได ๓ ขั้น (มิติลำดับขั้นของการพัฒนา)
๑. ทำงานประจำให้ดี คุยกัน ขยันทบทวน
๒. พัฒนาส่วนต่างๆขององค์กร ได้แก่ หน่วยบริการ ระบบงานกลุ่มผู้ป่วย และองค์กร อย่าเป็นระบบ
PDSA = Plan Do Study Act
๓. การสร้างวัฒนธรรมคุณภาพ วัฒนธรรมความปลอดภัย วัฒนธรรมการเรียนรู้ การปฏิบัติตามมาตรฐาน
ก่อให้เกิดผลลัพธ์ซึ่งเป็นที่ยอมรับได้ แนวโน้มที่จะดีขึ้น
เป้าหมายของ HA
ส่งเสริมให้ ระบบบริการสุขภาพ เกิดการพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง
เพื่อให้เกิด
๑.คุณภาพ ๒.ความปลอดภัย ๓.ผลลัพธ์ที่ดี
จากระบบบริการสุขภาพในโรงพยาบาล บูรณาการกับ แนวคิดในการสร้างเสริมสุขภาพ
อนาคต อาจกลายเป็น Healthcare Accreditation
HA - Dimension
มิติพื้นที่ในการพัฒนา
๑.หน่วยบริการ
๒.กลุ่มประชากรทางคลินิก
๓.ระบบงานต่างๆ
มิติของกระบวนการพัฒนา 3C-PDSA
3C คือ
1. บริบท Context
2. มาตรฐาน ( Criteria / Standards )
3. หลักคิดสำคัญ (Core Values & Concepts )
PDSA = Plan Do Study Act
Learning
1.การแลกเปลี่ยนเรียนรู้
2.การอภิปรายกลุ่ม
3.สุนทรียสนทนา
4.การเขียนบันทึกความก้าวหน้า Portfolio
5.Tracer
6.Internal survey
7.After action review
8.Indicator monitoring
9.Quality review activity
10.Self assessment
11.Medical record review
12.เวทีรับฟังควสามคิดเห็น
หลักคิดสำคัญ (Core Values & Concepts )
เริ่มแรก
Individual Commitment
Team work
Customer focus
พัฒนาต่อมาเป็น
1.ทิศทางนำ
Visionary Leadership
Systems Perspective
Agility
2.ผู้รับผล
Patient and Customer Focus
Focus on Health
Community Responsibility
3.คนทำงาน
Value on staff
Individual Commitment
Team Work
Ethical and Professional Practice
4.การพัฒนา
Creative and Innovation
Management by Fact
Continuous process Improvement
Focus on results
Evidence-based approach
5.พาเรียนรู้
Learning
Empowerment
มาตรฐานของ HA
แบ่งออกเป็น 4 หมวด
1.การบริหารองค์กร
I-1 การนำ (LED = Leadership)
LED.1 Senior Leadership
LED.2 Governance and Social Responsibility
I-2 การบริหารเชิงกลยุทธ์ (STM = Strategy Management)
I-3 การมุ่งเน้นผู้ป่วย ผู้รับผลงาน ( PCF = Patient/Customer Focus)
PCF.1
PCF.2
PCF.3
I-4 การวัด วิเคราะห์ การจัดการความรู้
( Measurement , Analysis , and Knowledgement = MAK)
MAK.1
MAK.2
I-5 การมุ่งเน้น ทรัพยากรบุคคล ( Human Resource Focus = HRF)
I-6 การจัดการกระบวนการ ( PCM = Process Management )
PCM.1
PCM.2
2.ระบบงานที่สำคัญของโรงพยาบาล
II-1 การบริหารความเสี่ยง
II-2 การกำกับดูแลวิชาชีพ
II-3 สิ่งแวดล้อมในการดูแลผู้ป่วย
II-4 การป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ
II-5 ระบบเวชระเบียน
II-6 ระบบการจัดการด้านยา
II-7 การตรวจสอบประกอบการวินิจฉัยโรค และบริการที่เกี่ยวข้อง
II-8 การเฝ้าระวังโรคและภัยสุขภาพ
II-9 การทำงานกับชุมชน
3.กระบวนการดูแลผู้ป่วย
III-1 การเข้าถึงและรับบริการ
III-2 การประเมินผู้ป่วย
III-3 การวางแผน
III-4 การดูแลผู้ป่วย
III-5 การให้ข้อมูลและเสริมพลังแก่ผู้ป่วย/ครอบครัว
III-6 การดูแลต่อเนื่อง
4.ผลการดำเนินงานขององค์กร
IV-1 ผลด้านการดูแลผู้ป่วย
IV-2 ผลด้านการมุ่งเน้นของผู้ป่วยและผู้รับผลงานอื่น
IV-3 ผลด้านการเงิน
IV-4 ผลด้านทรัพยากรบุคคล
IV-5 ผลดานระบบงานและกระบวนการสำคัญ
IV-6 ผลด้านการนำ
IV-7 ผลด้านการสร้างเสริมสุขภาพ
คุณภาพ และความปลอดภัย คือสิ่งที่สังคมคาดหวัง ต่อ ระบบบริการสุขภาพ
เหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์
ความไม่พึงพอใจ
ความขัดแย้ง
ความเสี่ยง
ความสูญเปล่า
5 ประการนี้ก็ยังพบอยู่เรื่อยๆ
รพ.คุณภาพต้องมีกลไก กระตุ้น ส่งเสริม และพัฒนา
ให้เกิดคุณภาพ และความปลอดภัย
รพ.คุณภาพ อาจหมายถึง
รพ.ที่ผ่านมาตรฐาน HA
มีระบบบันได ๓ ขั้น (มิติลำดับขั้นของการพัฒนา)
๑. ทำงานประจำให้ดี คุยกัน ขยันทบทวน
๒. พัฒนาส่วนต่างๆขององค์กร ได้แก่ หน่วยบริการ ระบบงานกลุ่มผู้ป่วย และองค์กร อย่าเป็นระบบ
PDSA = Plan Do Study Act
๓. การสร้างวัฒนธรรมคุณภาพ วัฒนธรรมความปลอดภัย วัฒนธรรมการเรียนรู้ การปฏิบัติตามมาตรฐาน
ก่อให้เกิดผลลัพธ์ซึ่งเป็นที่ยอมรับได้ แนวโน้มที่จะดีขึ้น
เป้าหมายของ HA
ส่งเสริมให้ ระบบบริการสุขภาพ เกิดการพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง
เพื่อให้เกิด
๑.คุณภาพ ๒.ความปลอดภัย ๓.ผลลัพธ์ที่ดี
จากระบบบริการสุขภาพในโรงพยาบาล บูรณาการกับ แนวคิดในการสร้างเสริมสุขภาพ
อนาคต อาจกลายเป็น Healthcare Accreditation
HA - Dimension
มิติพื้นที่ในการพัฒนา
๑.หน่วยบริการ
๒.กลุ่มประชากรทางคลินิก
๓.ระบบงานต่างๆ
มิติของกระบวนการพัฒนา 3C-PDSA
3C คือ
1. บริบท Context
2. มาตรฐาน ( Criteria / Standards )
3. หลักคิดสำคัญ (Core Values & Concepts )
PDSA = Plan Do Study Act
Learning
1.การแลกเปลี่ยนเรียนรู้
2.การอภิปรายกลุ่ม
3.สุนทรียสนทนา
4.การเขียนบันทึกความก้าวหน้า Portfolio
5.Tracer
6.Internal survey
7.After action review
8.Indicator monitoring
9.Quality review activity
10.Self assessment
11.Medical record review
12.เวทีรับฟังควสามคิดเห็น
หลักคิดสำคัญ (Core Values & Concepts )
เริ่มแรก
Individual Commitment
Team work
Customer focus
พัฒนาต่อมาเป็น
1.ทิศทางนำ
Visionary Leadership
Systems Perspective
Agility
2.ผู้รับผล
Patient and Customer Focus
Focus on Health
Community Responsibility
3.คนทำงาน
Value on staff
Individual Commitment
Team Work
Ethical and Professional Practice
4.การพัฒนา
Creative and Innovation
Management by Fact
Continuous process Improvement
Focus on results
Evidence-based approach
5.พาเรียนรู้
Learning
Empowerment
มาตรฐานของ HA
แบ่งออกเป็น 4 หมวด
1.การบริหารองค์กร
I-1 การนำ (LED = Leadership)
LED.1 Senior Leadership
LED.2 Governance and Social Responsibility
I-2 การบริหารเชิงกลยุทธ์ (STM = Strategy Management)
I-3 การมุ่งเน้นผู้ป่วย ผู้รับผลงาน ( PCF = Patient/Customer Focus)
PCF.1
PCF.2
PCF.3
I-4 การวัด วิเคราะห์ การจัดการความรู้
( Measurement , Analysis , and Knowledgement = MAK)
MAK.1
MAK.2
I-5 การมุ่งเน้น ทรัพยากรบุคคล ( Human Resource Focus = HRF)
I-6 การจัดการกระบวนการ ( PCM = Process Management )
PCM.1
PCM.2
2.ระบบงานที่สำคัญของโรงพยาบาล
II-1 การบริหารความเสี่ยง
II-2 การกำกับดูแลวิชาชีพ
II-3 สิ่งแวดล้อมในการดูแลผู้ป่วย
II-4 การป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ
II-5 ระบบเวชระเบียน
II-6 ระบบการจัดการด้านยา
II-7 การตรวจสอบประกอบการวินิจฉัยโรค และบริการที่เกี่ยวข้อง
II-8 การเฝ้าระวังโรคและภัยสุขภาพ
II-9 การทำงานกับชุมชน
3.กระบวนการดูแลผู้ป่วย
III-1 การเข้าถึงและรับบริการ
III-2 การประเมินผู้ป่วย
III-3 การวางแผน
III-4 การดูแลผู้ป่วย
III-5 การให้ข้อมูลและเสริมพลังแก่ผู้ป่วย/ครอบครัว
III-6 การดูแลต่อเนื่อง
4.ผลการดำเนินงานขององค์กร
IV-1 ผลด้านการดูแลผู้ป่วย
IV-2 ผลด้านการมุ่งเน้นของผู้ป่วยและผู้รับผลงานอื่น
IV-3 ผลด้านการเงิน
IV-4 ผลด้านทรัพยากรบุคคล
IV-5 ผลดานระบบงานและกระบวนการสำคัญ
IV-6 ผลด้านการนำ
IV-7 ผลด้านการสร้างเสริมสุขภาพ
วันอังคารที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2552
การประเมินทักษะทางการบริหาร ของ กพ
การประเมินทักษะ ทางการบริหาร ของ กพ.
มีหัวข้อการประเมิน 12 เรื่อง ดังนี้
(1) การบริหารการเปลี่ยนแปลง Change Management
(2) การมีจิตมุ่งบริการ Service Mind
(3) การวางแผนเชิงกลยุทธ์ Strategic planning
(4) การตัดสินใจ Dicision making
(5) การคิดเชิงกลยุทธ์ Strategic thinking
(6) ความเป็นผู้นำ Leadership
(7) การปรับตัวและความยืดหยุ่น
(8) ความสามารถและทักษะในการสื่อสาร Communication skill
(9) การประสานสัมพันธ์ Coordination
(10) การรับผิดชอบตรวจสอบได้ Accountability
(11) การทำงานให้บรรลุผลสัมฤทธิ์ MBO
(12) การบริหารทรัพยากร Resource management
7. นิยามศัพท์เฉพาะ
1. สมรรถนะหลักทางการบริหารของนักบริหารระดับสูง แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ดังนี้
1.1 ความรอบรู้ในการบริหาร (Business Acumen)
1.1.1 การบริหารการเปลี่ยนแปลง (Managing Change) การริเริ่มเป็นผู้นำ
ในการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อองค์กร เพื่อให้องค์กรสามารถบรรลุวิสัยทัศน์ การให้การสนับสนุนผู้อื่นในองค์กรให้นำความคิดริเริ่มที่เป็นประโยชน์ต่อองค์กรมาปฏิบัติให้เป็นผลสำเร็จ โดยมุ่งเน้นการสนับสนุนด้านการกำหนดขอบเขต ขั้นตอน และช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเปลี่ยนแปลง
1.1.2 การมีจิตมุ่งบริการ (Customer Service Orientation) ความมุ่งมั่นใน
การให้บริการ ช่วยเหลือเสริมสร้างและรักษาความสัมพันธ์กับผู้รับบริการ โดยมุ่งหาความต้องการของผู้รับบริการ กำหนดเป้าหมายและแนวทางการปฏิบัติงานที่สอดคล้องสนองความต้องการของผู้รับบริการในสถานการณ์ต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง
1.1.3 การวางแผนกลยุทธ์ (Strategic Planning) การสร้างแผนการปฏิบัติงาน
ที่มีการระบุเป้าหมาย วัตถุประสงค์ กลยุทธ์ และแนวทางการปฏิบัติที่ชัดเจน เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ เป็นการวางแผนในเชิงกลยุทธ์และในระดับปฏิบัติการ โดยพิจารณาเงื่อนไขของเวลาทรัพยากร ความสำคัญเร่งด่วน และการคาดการณ์ถึงปัญหาและโอกาสที่อาจเป็นไปได้ด้วย
1.2 การบริหารอย่างมืออาชีพ (Professional Management)
1.2.1 การตัดสินใจ (Decision Making) การเลือกดำเนินการอย่างใด อย่างหนึ่ง
โดยพิจารณาจากข้อมูล โอกาส ปัญหา ประเมินทางเลือกและผลลัพธ์ เพื่อการตัดสินใจที่ดีที่สุดในสถานการณ์นั้น ๆ ในเวลาที่เหมาะสม ตลอดจนวิเคราะห์แยกแยะ ระบุประเด็นของปัญหา และตัดสินใจ แก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว ทันต่อเหตุการณ์
1.2.2 การคิดเชิงกลยุทธ์ (Thinking) การระบุ กำหนดขอบข่ายและวิเคราะห์
ปัญหา สถานการณ์ โดยใช้หลักเหตุผล และประสบการณ์ประกอบกัน เพื่อให้ได้ข้อสรุป การตัดสินใจ แนวทางปฏิบัติ และแนวทางแก้ไขปัญหาที่เหมาะสม อีกทั้งทำให้เห็นศักยภาพและแนวทางใหม่ ๆ
1.2.3 ความเป็นผู้นำ (Leadership) การสร้างและประชาสัมพันธ์วิสัยทัศน์
6
ขององค์กร โน้มน้าวผู้อื่นให้ยอมรับและมุ่งสู่วิสัยทัศน์ขององค์กร ให้การสนับสนุนผู้อื่น ทั้งในด้านการให้คำแนะนำ และการให้อำนาจให้สามารถเจริญก้าวหน้าอย่างมืออาชีพ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาทั้งในระดับบุคคล ทีมงานและระดับองค์กรในด้านทัศนคติ การปฏิบัติงานและการตัดสินใจ
1.3 การบริหารคน (Human Resource Management)
1.3.1 การปรับตัวและความยืดหยุ่น (Adaptability and Flexibility)
การปรับตัวหรือการเปลี่ยนแปลงวิธีการปฏิบัติงานให้เข้ากับทุกสถานการณ์ บุคคล หรือ กลุ่มตามความต้องการของงานหรือขององค์กร สามารถทำความเข้าใจและรับฟังข้อความ คิดเห็นในมุมมองที่แตกต่างกัน
1.3.2 ความสามารถและทักษะในการสื่อสาร (Communication) ทักษะและ
ศิลปะในการรับรู้และจับประเด็นจากการฟังและการอ่าน ตลอดจนทักษะในการถ่ายทอดความคิดและโน้มน้าวผู้ฟังและผู้อ่าน โดยการพูด การเขียน และการนำเสนอ เพื่อให้บรรลุ เป้าหมายที่ต้องการและได้รับการสนับสนุนเห็นด้วยอย่างชัดเจน
1.3.3 การประสานสัมพันธ์ (Collaborativeness) การทำงานร่วมกับบุคคลอื่น
ที่เอื้อต่อการทำงานในองค์กร โดยสร้างความเคารพ ความเข้าใจซึ่งกันและกัน และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในการทำงาน
1.4 การบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ (Result-based Management)
1.4.1 การรับผิดชอบตรวจสอบได้ (Accountability) สำนึกในบทบาท หน้าที่
มุ่งมั่น ตั้งใจ เพื่อปฏิบัติงานตามการตัดสินใจให้บรรลุเป้าหมาย และปฏิบัติตามข้อยืนยันที่ให้กับผู้อื่นในขณะเดียวกันมีความพร้อมให้ตรวจสอบและพร้อมรับผิดชอบในผลการกระทำและการตัดสินใจ
1.4.2 การทำงานให้บรรลุผลสัมฤทธิ์ (Achieving Result) การบริหารการ
ปฏิบัติงานให้ได้ผลสำเร็จทันการณ์ตามแผนและเป้าหมายที่กำหนดไว้ เพื่อให้ผลผลิตและการบริหารที่ตอบสนองต่อความคาดหวังของผู้ที่เกี่ยวข้อง (Stakeholders) ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
1.4.3 การบริหารทรัพยากร (Managing Resources) ความสามารถในการ
บริหารจัดการทรัพยากร ทั้งภายในและภายนอก องค์การ (บุคลากร ข้อมูล เทคโนโลยี เวลาและทรัพยากรต้นทุนอื่น ๆ) มีการจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่ได้อย่างเหมาะสม เพื่อให้สามารถบรรลุ เป้าหมายขององค์กร กลุ่มและบุคคล โดยสามารถสอดรับกับความจำเป็นของการดำเนินการตามนโยบาย
การประเมินสมรรถนะหลักทางการบริหาร
สมรรถนะหลักของนักบริหารระดับสูง หมายถึง กลุ่มของพฤติกรรมทางการบริหารที่ก่อให้เกิดผลการปฏิบัติงานตามเป้าหมายขององค์การ
องค์ประกอบที่สำคัญของสมรรถนะนักบริหารระดับสูง คือ ความสามารถใน ด้านทักษะ ความรู้ และพฤติกรรมของการปฏิบัติงานที่สอดคล้องกับสมรรถนะขององค์การที่ ส่งผลให้องค์การสามารถบรรลุวิสัยทัศน์ และภารกิจขององค์การได้ โดยทั่วไปสมรรถนะ แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ
1. สมรรถนะหลักทางการบริหาร (Executive Core Competencies) ซึ่งมีลักษณะ ดังนี้ (1) เป็นสมรรถนะที่จำเป็นในทุก ๆ ส่วนขององค์การ และในบุคลากรทุกระดับ (2) สามารถแสดงคุณสมบัติเฉพาะของบุคคล (3) สามารถแยกระดับของผู้มีผลการปฏิบัติงานดี ปานกลาง และสูง ออกจากกัน และ (4) สามารถนำมาพัฒนาให้เป็นสมรรถนะที่ สั่งสมและอยู่กับบุคคล
2. สมรรถนะเฉพาะงาน (Job-related Competencies) มีลักษณะดังนี้ (1) มีความรู้เฉพาะทาง และทักษะในการปฏิบัติงานในหน้าที่หนึ่ง ๆ (2) สามารถพัฒนาได้จากการฝึกอบรมและจากประสบการณ์การทำงาน
สำหรับในราชการไทย จากการศึกษาวิจัยของสำนักงาน ก.พ. ปรากฏว่า
สมรรถนะหลักทางการบริหารของนักบริหารระดับสูง สามารถแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่ และ 12 ด้าน (สำนักงาน ก.พ. ข้อเสนอโครงการจัดระบบนักบริหารระดับสูงในราชการ พลเรือนไทย หน้า 18-23) ดังนี้
1. ความรอบรู้ในการบริหาร (Business Acumen) แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มย่อย ดังนี้ (1) การบริหารการเปลี่ยนแปลง (Managing Change) (2) การมีจิตมุ่งบริการ (Customer Service Orientation) และ (3) การวางแผนเชิงกลยุทธ์ (Strategic Planning)
2. การบริหารอย่างมืออาชีพ (Professional Management) แบ่งออกเป็น
11
3 กลุ่มย่อย ดังนี้ (1) การตัดสินใจ (Decision Making) (2) การคิดเชิงกลยุทธ์ (Thinking) และ (3) ความเป็นผู้นำ (Leadership)
3. การบริหารคน (HR Management) แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มย่อย ดังนี้ (1) การปรับตัวและความยืดหยุ่น (Adaptability & Flexibility) (2) ความสามารถและทักษะในการสื่อสาร (Communication Skills) และ (3) การประสานสัมพันธ์ (Collaborativeness)
4. การบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์ (Result-based Management) แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มย่อย ดังนี้ (1) การรับผิดชอบตรวจสอบได้ (Accountability) (2) การทำงานให้บรรลุผลสัมฤทธิ์ (Achieving Result) และ (3) การบริหารทรัพยากร (Managing Resources)
2. เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน
เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินสมรรถนะหลักทางการบริหาร เป็นแบบประเมิน
เพื่อใช้ประเมินสมรรถนะหลักทางการบริหาร รวม 12 สมรรถนะ คือ (1) การบริหารการ เปลี่ยนแปลง (Managing Change) (2) การมีจิตมุ่งบริการ (Customer Service Orientation) (3) การวางแผนเชิงกลยุทธ์ (Strategic Planning) (4) การตัดสินใจ (Decision Making) (5) การคิดเชิงกลยุทธ์ (Thinking) (6) ความเป็นผู้นำ (Leadership) (7) การปรับตัวและความยืดหยุ่น (Adaptability and Flexibility) (8) ความสามารถและทักษะในการสื่อสาร (Communication Skills) (9) การประสานสัมพันธ์ (Collaborativeness) (10) การรับผิดชอบตรวจสอบได้ (Accountability) (11) การทำงานให้บรรลุผลสัมฤทธิ์ (Achieving Result) และ (12) การบริหารทรัพยากร (Managing Resources)
มีหัวข้อการประเมิน 12 เรื่อง ดังนี้
(1) การบริหารการเปลี่ยนแปลง Change Management
(2) การมีจิตมุ่งบริการ Service Mind
(3) การวางแผนเชิงกลยุทธ์ Strategic planning
(4) การตัดสินใจ Dicision making
(5) การคิดเชิงกลยุทธ์ Strategic thinking
(6) ความเป็นผู้นำ Leadership
(7) การปรับตัวและความยืดหยุ่น
(8) ความสามารถและทักษะในการสื่อสาร Communication skill
(9) การประสานสัมพันธ์ Coordination
(10) การรับผิดชอบตรวจสอบได้ Accountability
(11) การทำงานให้บรรลุผลสัมฤทธิ์ MBO
(12) การบริหารทรัพยากร Resource management
7. นิยามศัพท์เฉพาะ
1. สมรรถนะหลักทางการบริหารของนักบริหารระดับสูง แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ดังนี้
1.1 ความรอบรู้ในการบริหาร (Business Acumen)
1.1.1 การบริหารการเปลี่ยนแปลง (Managing Change) การริเริ่มเป็นผู้นำ
ในการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อองค์กร เพื่อให้องค์กรสามารถบรรลุวิสัยทัศน์ การให้การสนับสนุนผู้อื่นในองค์กรให้นำความคิดริเริ่มที่เป็นประโยชน์ต่อองค์กรมาปฏิบัติให้เป็นผลสำเร็จ โดยมุ่งเน้นการสนับสนุนด้านการกำหนดขอบเขต ขั้นตอน และช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเปลี่ยนแปลง
1.1.2 การมีจิตมุ่งบริการ (Customer Service Orientation) ความมุ่งมั่นใน
การให้บริการ ช่วยเหลือเสริมสร้างและรักษาความสัมพันธ์กับผู้รับบริการ โดยมุ่งหาความต้องการของผู้รับบริการ กำหนดเป้าหมายและแนวทางการปฏิบัติงานที่สอดคล้องสนองความต้องการของผู้รับบริการในสถานการณ์ต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง
1.1.3 การวางแผนกลยุทธ์ (Strategic Planning) การสร้างแผนการปฏิบัติงาน
ที่มีการระบุเป้าหมาย วัตถุประสงค์ กลยุทธ์ และแนวทางการปฏิบัติที่ชัดเจน เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ เป็นการวางแผนในเชิงกลยุทธ์และในระดับปฏิบัติการ โดยพิจารณาเงื่อนไขของเวลาทรัพยากร ความสำคัญเร่งด่วน และการคาดการณ์ถึงปัญหาและโอกาสที่อาจเป็นไปได้ด้วย
1.2 การบริหารอย่างมืออาชีพ (Professional Management)
1.2.1 การตัดสินใจ (Decision Making) การเลือกดำเนินการอย่างใด อย่างหนึ่ง
โดยพิจารณาจากข้อมูล โอกาส ปัญหา ประเมินทางเลือกและผลลัพธ์ เพื่อการตัดสินใจที่ดีที่สุดในสถานการณ์นั้น ๆ ในเวลาที่เหมาะสม ตลอดจนวิเคราะห์แยกแยะ ระบุประเด็นของปัญหา และตัดสินใจ แก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว ทันต่อเหตุการณ์
1.2.2 การคิดเชิงกลยุทธ์ (Thinking) การระบุ กำหนดขอบข่ายและวิเคราะห์
ปัญหา สถานการณ์ โดยใช้หลักเหตุผล และประสบการณ์ประกอบกัน เพื่อให้ได้ข้อสรุป การตัดสินใจ แนวทางปฏิบัติ และแนวทางแก้ไขปัญหาที่เหมาะสม อีกทั้งทำให้เห็นศักยภาพและแนวทางใหม่ ๆ
1.2.3 ความเป็นผู้นำ (Leadership) การสร้างและประชาสัมพันธ์วิสัยทัศน์
6
ขององค์กร โน้มน้าวผู้อื่นให้ยอมรับและมุ่งสู่วิสัยทัศน์ขององค์กร ให้การสนับสนุนผู้อื่น ทั้งในด้านการให้คำแนะนำ และการให้อำนาจให้สามารถเจริญก้าวหน้าอย่างมืออาชีพ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาทั้งในระดับบุคคล ทีมงานและระดับองค์กรในด้านทัศนคติ การปฏิบัติงานและการตัดสินใจ
1.3 การบริหารคน (Human Resource Management)
1.3.1 การปรับตัวและความยืดหยุ่น (Adaptability and Flexibility)
การปรับตัวหรือการเปลี่ยนแปลงวิธีการปฏิบัติงานให้เข้ากับทุกสถานการณ์ บุคคล หรือ กลุ่มตามความต้องการของงานหรือขององค์กร สามารถทำความเข้าใจและรับฟังข้อความ คิดเห็นในมุมมองที่แตกต่างกัน
1.3.2 ความสามารถและทักษะในการสื่อสาร (Communication) ทักษะและ
ศิลปะในการรับรู้และจับประเด็นจากการฟังและการอ่าน ตลอดจนทักษะในการถ่ายทอดความคิดและโน้มน้าวผู้ฟังและผู้อ่าน โดยการพูด การเขียน และการนำเสนอ เพื่อให้บรรลุ เป้าหมายที่ต้องการและได้รับการสนับสนุนเห็นด้วยอย่างชัดเจน
1.3.3 การประสานสัมพันธ์ (Collaborativeness) การทำงานร่วมกับบุคคลอื่น
ที่เอื้อต่อการทำงานในองค์กร โดยสร้างความเคารพ ความเข้าใจซึ่งกันและกัน และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในการทำงาน
1.4 การบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ (Result-based Management)
1.4.1 การรับผิดชอบตรวจสอบได้ (Accountability) สำนึกในบทบาท หน้าที่
มุ่งมั่น ตั้งใจ เพื่อปฏิบัติงานตามการตัดสินใจให้บรรลุเป้าหมาย และปฏิบัติตามข้อยืนยันที่ให้กับผู้อื่นในขณะเดียวกันมีความพร้อมให้ตรวจสอบและพร้อมรับผิดชอบในผลการกระทำและการตัดสินใจ
1.4.2 การทำงานให้บรรลุผลสัมฤทธิ์ (Achieving Result) การบริหารการ
ปฏิบัติงานให้ได้ผลสำเร็จทันการณ์ตามแผนและเป้าหมายที่กำหนดไว้ เพื่อให้ผลผลิตและการบริหารที่ตอบสนองต่อความคาดหวังของผู้ที่เกี่ยวข้อง (Stakeholders) ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
1.4.3 การบริหารทรัพยากร (Managing Resources) ความสามารถในการ
บริหารจัดการทรัพยากร ทั้งภายในและภายนอก องค์การ (บุคลากร ข้อมูล เทคโนโลยี เวลาและทรัพยากรต้นทุนอื่น ๆ) มีการจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่ได้อย่างเหมาะสม เพื่อให้สามารถบรรลุ เป้าหมายขององค์กร กลุ่มและบุคคล โดยสามารถสอดรับกับความจำเป็นของการดำเนินการตามนโยบาย
การประเมินสมรรถนะหลักทางการบริหาร
สมรรถนะหลักของนักบริหารระดับสูง หมายถึง กลุ่มของพฤติกรรมทางการบริหารที่ก่อให้เกิดผลการปฏิบัติงานตามเป้าหมายขององค์การ
องค์ประกอบที่สำคัญของสมรรถนะนักบริหารระดับสูง คือ ความสามารถใน ด้านทักษะ ความรู้ และพฤติกรรมของการปฏิบัติงานที่สอดคล้องกับสมรรถนะขององค์การที่ ส่งผลให้องค์การสามารถบรรลุวิสัยทัศน์ และภารกิจขององค์การได้ โดยทั่วไปสมรรถนะ แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ
1. สมรรถนะหลักทางการบริหาร (Executive Core Competencies) ซึ่งมีลักษณะ ดังนี้ (1) เป็นสมรรถนะที่จำเป็นในทุก ๆ ส่วนขององค์การ และในบุคลากรทุกระดับ (2) สามารถแสดงคุณสมบัติเฉพาะของบุคคล (3) สามารถแยกระดับของผู้มีผลการปฏิบัติงานดี ปานกลาง และสูง ออกจากกัน และ (4) สามารถนำมาพัฒนาให้เป็นสมรรถนะที่ สั่งสมและอยู่กับบุคคล
2. สมรรถนะเฉพาะงาน (Job-related Competencies) มีลักษณะดังนี้ (1) มีความรู้เฉพาะทาง และทักษะในการปฏิบัติงานในหน้าที่หนึ่ง ๆ (2) สามารถพัฒนาได้จากการฝึกอบรมและจากประสบการณ์การทำงาน
สำหรับในราชการไทย จากการศึกษาวิจัยของสำนักงาน ก.พ. ปรากฏว่า
สมรรถนะหลักทางการบริหารของนักบริหารระดับสูง สามารถแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่ และ 12 ด้าน (สำนักงาน ก.พ. ข้อเสนอโครงการจัดระบบนักบริหารระดับสูงในราชการ พลเรือนไทย หน้า 18-23) ดังนี้
1. ความรอบรู้ในการบริหาร (Business Acumen) แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มย่อย ดังนี้ (1) การบริหารการเปลี่ยนแปลง (Managing Change) (2) การมีจิตมุ่งบริการ (Customer Service Orientation) และ (3) การวางแผนเชิงกลยุทธ์ (Strategic Planning)
2. การบริหารอย่างมืออาชีพ (Professional Management) แบ่งออกเป็น
11
3 กลุ่มย่อย ดังนี้ (1) การตัดสินใจ (Decision Making) (2) การคิดเชิงกลยุทธ์ (Thinking) และ (3) ความเป็นผู้นำ (Leadership)
3. การบริหารคน (HR Management) แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มย่อย ดังนี้ (1) การปรับตัวและความยืดหยุ่น (Adaptability & Flexibility) (2) ความสามารถและทักษะในการสื่อสาร (Communication Skills) และ (3) การประสานสัมพันธ์ (Collaborativeness)
4. การบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์ (Result-based Management) แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มย่อย ดังนี้ (1) การรับผิดชอบตรวจสอบได้ (Accountability) (2) การทำงานให้บรรลุผลสัมฤทธิ์ (Achieving Result) และ (3) การบริหารทรัพยากร (Managing Resources)
2. เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน
เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินสมรรถนะหลักทางการบริหาร เป็นแบบประเมิน
เพื่อใช้ประเมินสมรรถนะหลักทางการบริหาร รวม 12 สมรรถนะ คือ (1) การบริหารการ เปลี่ยนแปลง (Managing Change) (2) การมีจิตมุ่งบริการ (Customer Service Orientation) (3) การวางแผนเชิงกลยุทธ์ (Strategic Planning) (4) การตัดสินใจ (Decision Making) (5) การคิดเชิงกลยุทธ์ (Thinking) (6) ความเป็นผู้นำ (Leadership) (7) การปรับตัวและความยืดหยุ่น (Adaptability and Flexibility) (8) ความสามารถและทักษะในการสื่อสาร (Communication Skills) (9) การประสานสัมพันธ์ (Collaborativeness) (10) การรับผิดชอบตรวจสอบได้ (Accountability) (11) การทำงานให้บรรลุผลสัมฤทธิ์ (Achieving Result) และ (12) การบริหารทรัพยากร (Managing Resources)
วันจันทร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
บอล 5 ลูก
บอล 5 ลูก
หากชีวิตเราเปรียบเสมือนเกมโยนบอล 5 ลูกสลับกันไปในอากาศคล้ายนักเล่นกล
บอลทั้ง 5 เปรียบได้กับ งาน, ครอบครัว, สุขภาพ, เพื่อน และจิตใจ
เราคงต้องบอกว่า งาน นั้นคงต้องเป็นลูกบอลยาง
ซึ่งแม้ว่าเราจะพลาดพลั้งทำตกกี่ครั้งมันก็สามารถที่จะกระเด้งกระดอนกลับมาให้
เรานำกลับมาเล่นต่อได้ แต่บอลอีก 4 ลูกที่เหลือ คือ ครอบครัว สุขภาพ เพื่อน
และจิตใจนั้น เป็นเช่นลูกแก้ว การพลาดพลั้งทำลูกใดลูกหนึ่งตกไปนั้น
แม้เป็นเพียงแค่รอยถลอก รอยตำหนิเล็กๆ รอยหัก แหว่ง หรือแตกละเอียด
ก็ล้วนแต่เป็นสิ่งที่เราไม่สามารถแก้ไขให้มันกลับมาเป็นลูกแก้วที่แววใสดังเดิม
ได้
ดังนั้นเราจึงควรระลึกอยู่เสมอว่า.....ชีวิตเราคือ.....การต่อสู้ประคับประคอง
บอลทั้ง 5 ลูกที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงให้สมดุลมากที่สุด.....
ทำอย่างไรน่ะหรือ ??
อย่างแรก.....
** จงอย่าประเมินค่าของตัวเองให้ต่ำต้อย
โดยการเปรียบเทียบกับคนอื่น พึงระลึกเสมอว่าเราทุกคนล้วนแตกต่างกัน
และทุกคนก็มีความพิเศษเป็นของตนเองโดยเฉพาะ
อย่าปล่อยให้ชีวิตผ่านไปอย่างไร้ค่า โดยการปล่อยเวลาให้ผ่านไป
** จงคิดว่าทุกๆ วันที่ผ่านพ้นไปคือส่วนหนึ่งของชีวิตเรา
อย่าเพิ่งละความพยายามเมื่อเจอปัญหา **
จงจำไว้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะจบสิ้นเมื่อคุณทิ้งความพยายามของคุณเอง
อย่ากลัวที่จะยอมรับว่าเราไม่ใช่คนที่สมบูรณ์พร้อมในทุกอย่าง
เพราะการหลงตัวเองจะเปรียบเสมือนผมเส้นบางๆ
ที่บังตาไม่ให้คุณมองเห็นผู้คนรอบข้าง
** จงอย่ากลัวการเสี่ยง
เพราะมันคือโอกาสที่คุณจะได้เรียนรู้ถึงความกล้าหาญ
อย่าทิ้งความรักไปจากชีวิต โดยการบอกว่ามันไม่มีทางที่จะหาพบ
หนทางที่ง่ายที่สุดที่จะได้รับ ...ความรักคือการรู้จักให้
และการรักษาความรักที่ดีที่สุดคือ ...การให้อิสระกับมัน จำไว้ว่า
ยิ่งคุณพยายามไขว่คว้ามันไว้กับตัวคุณมากเท่าไร
มันก็ยิ่งจะจากไปจากคุณได้เร็วเท่านั้น
...อย่าพิจารณาชีวิตของคุณเร็วเกินไป
จนคุณลืมที่จะนึกว่าคุณมาจากที่ไหนและ
... คุณกำลังจะไปที่ใด
พึงตระหนักว่าความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่มนุษย์เราต้องการคือ...
ความประทับใจ
** จงอย่ากลัวการรับรู้ หรือเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ
ความรู้นั้นไร้น้ำหนัก...แต่เป็นทรัพย์สมบัติอันมีค่าที่มันจะติดตัวคุณไป
และจะไม่มีใครที่สามารถขโมยมันไปจากคุณได้
** จงใช้เวลาและคารมอย่างระมัดระวัง
เพราะทุกสิ่งที่ผ่านไปจะไม่สามารถย้อนกลับคืนมาได้เหมือนสายน้ำที่ไม่มีวันจะไหล
ย้อนกลับ
** จงรู้ว่า ชีวิตไม่ใช่การแข่งขัน แต่ชีวิตคือ.. การเดินทาง
คือ...การสัมผัสรับรู้ในแต่ละก้าวที่เดินไป
** และสุดท้าย จงจำไว้ว่า ความดีไม่มีขาย อยากได้ต้องทำเอง
หากชีวิตเราเปรียบเสมือนเกมโยนบอล 5 ลูกสลับกันไปในอากาศคล้ายนักเล่นกล
บอลทั้ง 5 เปรียบได้กับ งาน, ครอบครัว, สุขภาพ, เพื่อน และจิตใจ
เราคงต้องบอกว่า งาน นั้นคงต้องเป็นลูกบอลยาง
ซึ่งแม้ว่าเราจะพลาดพลั้งทำตกกี่ครั้งมันก็สามารถที่จะกระเด้งกระดอนกลับมาให้
เรานำกลับมาเล่นต่อได้ แต่บอลอีก 4 ลูกที่เหลือ คือ ครอบครัว สุขภาพ เพื่อน
และจิตใจนั้น เป็นเช่นลูกแก้ว การพลาดพลั้งทำลูกใดลูกหนึ่งตกไปนั้น
แม้เป็นเพียงแค่รอยถลอก รอยตำหนิเล็กๆ รอยหัก แหว่ง หรือแตกละเอียด
ก็ล้วนแต่เป็นสิ่งที่เราไม่สามารถแก้ไขให้มันกลับมาเป็นลูกแก้วที่แววใสดังเดิม
ได้
ดังนั้นเราจึงควรระลึกอยู่เสมอว่า.....ชีวิตเราคือ.....การต่อสู้ประคับประคอง
บอลทั้ง 5 ลูกที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงให้สมดุลมากที่สุด.....
ทำอย่างไรน่ะหรือ ??
อย่างแรก.....
** จงอย่าประเมินค่าของตัวเองให้ต่ำต้อย
โดยการเปรียบเทียบกับคนอื่น พึงระลึกเสมอว่าเราทุกคนล้วนแตกต่างกัน
และทุกคนก็มีความพิเศษเป็นของตนเองโดยเฉพาะ
อย่าปล่อยให้ชีวิตผ่านไปอย่างไร้ค่า โดยการปล่อยเวลาให้ผ่านไป
** จงคิดว่าทุกๆ วันที่ผ่านพ้นไปคือส่วนหนึ่งของชีวิตเรา
อย่าเพิ่งละความพยายามเมื่อเจอปัญหา **
จงจำไว้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะจบสิ้นเมื่อคุณทิ้งความพยายามของคุณเอง
อย่ากลัวที่จะยอมรับว่าเราไม่ใช่คนที่สมบูรณ์พร้อมในทุกอย่าง
เพราะการหลงตัวเองจะเปรียบเสมือนผมเส้นบางๆ
ที่บังตาไม่ให้คุณมองเห็นผู้คนรอบข้าง
** จงอย่ากลัวการเสี่ยง
เพราะมันคือโอกาสที่คุณจะได้เรียนรู้ถึงความกล้าหาญ
อย่าทิ้งความรักไปจากชีวิต โดยการบอกว่ามันไม่มีทางที่จะหาพบ
หนทางที่ง่ายที่สุดที่จะได้รับ ...ความรักคือการรู้จักให้
และการรักษาความรักที่ดีที่สุดคือ ...การให้อิสระกับมัน จำไว้ว่า
ยิ่งคุณพยายามไขว่คว้ามันไว้กับตัวคุณมากเท่าไร
มันก็ยิ่งจะจากไปจากคุณได้เร็วเท่านั้น
...อย่าพิจารณาชีวิตของคุณเร็วเกินไป
จนคุณลืมที่จะนึกว่าคุณมาจากที่ไหนและ
... คุณกำลังจะไปที่ใด
พึงตระหนักว่าความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่มนุษย์เราต้องการคือ...
ความประทับใจ
** จงอย่ากลัวการรับรู้ หรือเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ
ความรู้นั้นไร้น้ำหนัก...แต่เป็นทรัพย์สมบัติอันมีค่าที่มันจะติดตัวคุณไป
และจะไม่มีใครที่สามารถขโมยมันไปจากคุณได้
** จงใช้เวลาและคารมอย่างระมัดระวัง
เพราะทุกสิ่งที่ผ่านไปจะไม่สามารถย้อนกลับคืนมาได้เหมือนสายน้ำที่ไม่มีวันจะไหล
ย้อนกลับ
** จงรู้ว่า ชีวิตไม่ใช่การแข่งขัน แต่ชีวิตคือ.. การเดินทาง
คือ...การสัมผัสรับรู้ในแต่ละก้าวที่เดินไป
** และสุดท้าย จงจำไว้ว่า ความดีไม่มีขาย อยากได้ต้องทำเอง
วันจันทร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2552
มาตุคาม
มาตุคาม
พระที่มีชื่อเสียงหลายท่าน ได้ตกเป็นข่าวอื้อฉาว กับสีกา สุดท้ายท่านก็ต้องละพรหมจรรย์ ลาสิกขาบทในที่สุด เป็นที่น่าเสียดายยิ่งนัก โดยข้อเท็จจริง ถ้ารวมพระที่ไม่มีชื่อเสียง ที่ต้องลาสิกขาบทไป เพราะสาเหตุกับสีกา แต่ไม่เป็นข่าว ก็มีเป็นจำนวนไม่ใช่น้อย ในแวดวงผู้ปฏิบัติธรรม ถือว่าการเลิก ลด ละกิเลส เป็นเรื่องใหญ่ เรื่องยาก ที่ปุถุชนทั่วไปจะทำได้ บางคนทำได้ แต่บางเวลา บางเวลาเผลอไป ทำผิด ทำบาป ชั่วไปแค่ขณะจิตเดียว ทั้งที่ก่อนนี้เฝ้าเพียรประคับประคองจิตมาได้หลายสิบปี ท่านว่าเหมือนการพายเรือทวนกระแสน้ำ พอมาเจอสีกา (คู่กรรม) เกิดปิ๊งขึ้นมา เผลอสติพลาดไป ล่วงอาบัติปาราชิกเสียแล้ว หลวงปู่ชา ท่านบอกว่า จิตเราอยู่ใกล้นรก ใกล้นิพพาน แวบเดียวก็ตกนรก พระที่ปฏิบัติเพียรพยายามมานาน เมื่ออินทรีย์แก่กล้าสุกงอมเต็มที่ แวบเดียวก็นิพพานได้
พระพุทธเจ้า ประณามพระภิกษุที่เสพเมถุนเป็นโมฆะบุรุษ บัญญัติพระวินัย เป็นอาบัติขั้นรุนแรงที่สุดคือปาราชิก คือขาดจากความเป็นพระภิกษุทันที ตอนศาสนาพุทธไปถึงที่ญี่ปุ่นใหม่ๆ พระก็มีเมียไม่ได้ จนผ่านมาถึงสมัยศตวรรษที่ 12 พระที่เป็นปรมาจารย์เจ้านิกายโยโดชินชู(สุขาวดี) ชื่อท่านชินรันโชนิน(Shinran,พ.ศ.1716-1805) ท่านก็มีเมียทั้งๆที่ใส่จีวรอยู่ แรกๆไม่มีใครยอมรับ เกิดปฏิกิริยาทั่วไป ต่อมาก็เงียบหายไป จนถึงสมัย Meiji ตรงกับเราสมัยรัชกาลที่ 5มีการปฏิรูปการเมือง การปกครอง พระก็ปฏิรูปบ้างโดย พระมีเมียกันทั่วไป ใครๆ ก็รู้ ไม่มีใครกล้าว่า กลายเป็นวัฒนธรรมที่คนญี่ปุ่นยอมรับจนทุกวันนี้
พระภิกษุนิกายเซ็นที่ประเทศญี่ปุ่น ยอมศิโรราบต่อกามคุณ ไม่ต้องมาฝึกจิตใจให้ ลด ละเลิกความอยากในกามรส ยอมรับกันว่าพระมีเมียได้มานานหลายร้อยปี ในวัดก็จะมีกุฏิเจ้าอาวาส อยู่บริเวณที่เป็นสัดส่วน ห้ามใครมายุ่ง ท่านนอนกับเมีย มีลูกมีหลานสืบสกุลมาหลายชั่วคน ถึงเวลาสวดมนต์ เทศน์ให้ญาติโยมฟัง นั่งสมาธิ วิปัสสนา ก็ทำกิจของสงฆ์ไป ตกเย็นก็กลับมานอนกับภรรยาที่กุฏิ (คงต้องมีการทะเลาะเบาะแว้งกันบ้างแหละ ตามธรรมดาของผัวเมีย) ลูกชายคนโต ก็มักจะบวชตามพ่อ แรกๆก็จาริกไปศึกษาตามวัดต่างๆ พอบารมีแก่กล้าก็มาอยู่วัดที่พ่อเป็นเจ้าอาวาสอยู่ แล้วก็เป็นรองเจ้าอาวาส พอพ่อตายก็เป็นเจ้าอาวาสต่อ เป็นเช่นนี้มานาน ชาวบ้านก็ไม่ว่าอะไร มาทำบุญตามปกติ
ถ้าเป็นเมืองไทย เป็นเรื่องใหญ่ ต้องแจ้งความ เรียกตำรวจ และชาวบ้านมาปิดล้อมกุฏิ ตอนบุกเข้าไป ก็ต้องเอากล้องมาถ่ายรูปเป็นหลักฐาน ไว้ฟ้องเจ้าคณะตำบล ถ่ายรูปคนหัวโล้นแก้ผ้า กำลังนอนกับผู้หญิงเปลือย ลงหนังสือพิมพ์หน้า 1 แล้วก็ไปสัมภาษณ์เจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ ว่าสึกหรือยัง ยอมสึกหรือไม่ หนังสือพิมพ์ก็ขายดี มีคนแก้ผ้าลงปกหน้า 1 ไม่ต้องเสียเงินค่านายแบบ นางแบบ ข่าวแบบนี้ดูจนเบื่อ แต่พอมีอีก คนก็ยังชอบดู ข่าวก็ยังขายได้
ท่านอาจารย์เสถียร โพธินันทะถือว่าพระญี่ปุ่นไม่ใช่พระภิกษุในความหมายที่ชาวพุทธในประเทศไทยเข้าใจกัน แต่เป็นแค่เพียงอุบาสกเท่านั้น ความเป็นจริงไม่มีพระภิกษุในญี่ปุ่นมานานหลายร้อยปีแล้ว (ตั้งแต่ที่มีเมียกันนั่นแหละ คือปาราชิกกันหมดแล้ว) จะแต่งตัวโกนหัวกันอย่างไรก็ไม่ใช่พระ ก็มีฐานะเป็นแค่อุบาสกที่ศรัทธาในพระศาสนา ปฏิบัติกิจในเรื่องบางอย่างที่เป็นของสงฆ์ เช่นศึกษา เผยแพร่ธรรมะให้กับประชาชน ก็ถือว่าเป็นการสืบอายุพระศาสนาทางหนึ่ง ยังดีกว่าในประเทศอินเดีย เมืองต้นกำเนิดของศาสนาพุทธ ที่แทบไม่มีใครกล่าวถึงคำสอนของศาสนาพุทธกันแล้ว บางท่านว่า “พระ” ญี่ปุ่นยังศึกษาธรรม มากกว่าพระไทยจำนวนไม่ใช่น้อย และการที่ “พระ”ญี่ปุ่นเป็นแค่อุบาสก ก็ไม่ใช่ห้ามมรรคผล แม้แต่นางวิสาขามหาอุบาสิกา ท่านบรรลุธรรมขั้นโสดาบันตั้งแต่อายุได้เพียง 7 ขวบ ตามประวัติ ท่านก็แต่งงานมีลูกหลานมากมาย ลูกหลานตายก็เสียใจ ร้องห่มร้องไห้เช่นคนทั่วไป
พระไทยที่เสพกามท่านหนึ่งให้สัมภาษณ์หลังถูกจับสึกแล้วว่า ท่านไม่ผิดหรอกเพราะ ก่อนร่วมเพศ อาตมาขออธิษฐานสึกเป็นฆารวาสแล้ว เสร็จกิจแล้วก็อธิษฐานบวชใหม่ โดยสรุปอาตมาก็ไม่ผิดเพราะขณะเป็นพระก็ไม่ได้มีเพศสัมพันธ์ มีเฉพาะตอนเป็นเพศฆารวาส อาจเรียกพระกลุ่มนี้ได้ว่าเป็นพระเวลากลางวัน กลางคืนเป็นฆารวาส เช้าบวชเย็นสึกทุกวัน
การมีเพศสัมพันธ์ถือเป็นกิจกรรมตามธรรมชาติของสัตว์โลกทั้งหลายรวมทั้งคนด้วย เช่นเดียวกับ การกิน การถ่ายอุจจาระปัสสาวะ การนอนหลับ ธรรมชาติกำหนดให้มีเพื่อสืบพันธ์ เกิดการผสมกันของ DNA ของสัตว์ เกิดลูกหลานที่แข็งแรงขึ้น ตัวที่อ่อนแอ จะสืบพันธ์ยาก และสูญพันธ์ในที่สุด ตัวที่แข็งแรงก็จะสืบพันธ์ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ สิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกับการสืบพันธ์คือ ความสุขในการมีเพศสัมพันธ์ หรือ อาจเรียกว่ารสชาติในการสืบพันธ์ หรือกามรส กามรสนี้ ท่านอาจารย์พุทธทาสสอนว่า เป็นรางวัลที่ธรรมชาติให้กับสัตว์โลกเพื่อให้มันสืบพันธ์ ไม่เช่นนั้นสัตว์โลกจะไม่ยอมสืบพันธ์กัน ระยะหลังเทคโนโลยี่การเจริญพันธ์ก้าวหน้า มีการคุมกำเนิดหลายวิธี คนเราส่วนใหญ่ก็เสพกามรสกันได้อย่างเต็มที่ โดยไม่เกี่ยวกับการสืบพันธ์แต่อย่างไร เกิดมีธุรกิจค้ากาม ทั้งในประเทศ และระหว่างประเทศ เป็นมูลค่านับแสนๆล้านบาทต่อปี เกิดการเอาเปรียบทางเพศ ค้าผู้หญิง ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจนอกกฎหมาย เป็นธุรกิจเก่าแก่มีมานมนานหลายพันปี เกิดการระบาดของกามโรคและโรคเอดส์
เมื่อมนุษย์เสพกามแล้ว ก็ติดใจ เกิดการพัฒนาเป็นกามศาสตร์ เกิดศิลปกรรม รูปปั้น ภาพวาด ภาพแกะสลัก ภาพถ่าย ที่สะท้อนถ่ายทอดความรู้สึกของเขาเหล่านั้น การเสพกามสามารถมีท่าทางพลิกเพลงได้ร้อยแปดประการ เสพได้ทุกเวลา ทุกฤดูกาล ทุกสถานที่ ว่ากันว่า ยานอวกาศที่โคจรนอกโลก มนุษย์อวกาศ ก็ขึ้นไปทดลองเสพกามกันมาแล้วถือเป็นงานวิจัยอันหนึ่ง การไปฮันนี่มูนบนยานอวกาศคงได้ดูข่าวกันในอีกไม่นาน
จากประวัติพระเกจิอาจารย์ที่ปฏิบัติธรรม จนประสบความสำเร็จในการละกิเลสโดยสิ้นเชิง หลายท่าน จนเป็นที่ยอมรับของประชาชนทั่วไปและท่านก็ได้มรณภาพแล้ว ได้บรรยายเล่าประสบการณ์การเอาชนะกิเลสให้ลูกศิษย์ฟัง ในการต่อสู้กับกิเลสกาม ว่าเป็นเรื่องที่ดุเดือด แหลมคม อันตรายมาก บางท่านผ่านด่านนี้มาได้อย่างหวุดหวิด เรียกว่า เกือบ “เสร็จ” มาตุคาม (หมายถึงเพศหญิง ทางกลับกันถ้าเป็นนักปฏิบัติธรรมหญิง มาตุคามก็เปลี่ยนเป็นบุรุษ ผู้หญิงก็ฝ่าด่านบุรุษยากไม่แพ้กัน) ไปแล้ว
บางตัวอย่างที่เล่ากันมาได้แก่
“เดินจงกรมอยู่ อวัยวะเพศแกว่ง ไปเสียดสีกับจีวร ทำให้อวัยวะเพศแข็งตัวชี้ชัน ยิ่งเดินยิ่งเสียดสี ยิ่งแข็ง ต้องยกจีวรขึ้นไว้ที่เอว ไม่ให้เสียดสี จากนั้นจึงค่อยๆหดตัวลง”
“ระหว่างนั่งสมาธิ ก็เห็นนิมิตเป็นรูปอวัยวะเพศหญิง วนเวียนรอบๆตัว
“ระหว่างบิณฑบาต สีกาที่ตักข้าวใส่บาตรพระเรียบร้อยแล้ว กลับเปิดผ้าถุงให้พระดูอวัยวะเพศ ท่านต้องรีบ ธุดงค์หนีไปที่อื่นทันที”
“สีกา มาถวายอาหารที่กุฎิทุกวัน เล่นหู เล่นตากับพระ”
“ก่อนบวชเคยไปงานศพเพื่อนคนหนึ่ง ปรากฏว่าตกกลางคืน ภรรยาเพื่อนที่พึ่งเป็นหม้ายแก้ผ้าเข้ามานอนข้างๆ “
เป็นพระไทย ถ้าพลาดในเรื่องนี้ ก็ต้องประสบกับหายนะ(Disaster) ตามข่าวที่เกิด บางคนไม่เข้าใจ หาว่าพระตั้งกฎเกณฑ์รังเกียจสตรีเพศ เช่นตรงนี้ ผู้ชายขึ้นมาได้ ผู้หญิงห้ามขึ้น เป็นการกดขี่ทางเพศ เอาเปรียบผู้หญิง ที่จริงแล้ว พระมีกฎเกณฑ์เพื่อปกป้องพรหมจรรย์ของพระที่ยังละกิเลสไม่ได้ แม้กระนั้น ขนาดนี้ พระก็ยัง “ถูกสิงโตกิน” ไปเสียมิใช่น้อยเลย
พระพุทธองค์ทราบดีถึงอันตรายของมาตุคาม ท่านตรัสเตือนสติ ภิกษุสาวกเกี่ยวกับการคลุกคลีในสกุลเกินควร ว่ามีโทษถึง 5 ขั้นตอน กล่าวคือ
ทำให้ต้องเห็นมาตุคามเนืองๆ๑
เมื่อมีการเห็น ย่อมมีการเกี่ยวข้อง๑
เมื่อมีการเกี่ยวข้อง ย่อมมีการคุ้นเคย๑
เมื่อมีการคุ้นเคย ย่อมมีจิตจดจ่อ๑
เมื่อมีจิตจดจ่อแล้ว พึงหวังผลคือเธอไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ จักต้องอาบัติเศร้าหมอง หรือจักบอกคืนสิกขาลาเพศ๑
พระอานนท์ ถามพระพุทธเจ้าถึงข้อปฏิบัติในมาตุคาม พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า
“การไม่เห็น อานนท์”
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อการเห็นมีอยู่ จะพึงปฏิบัติอย่างไร
“การไม่เจรจา…อานนท์”
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อต้องเจรจา จะพึงปฏิบัติอย่างไร
“พึงตั้งสติไว้…อานนท์” (ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม 10)
ในปัจจุบันกลุ่มคนที่เข้าวัดอุปัฏฐากพระ พบว่ากว่า 80 % เป็นผู้หญิงทั้งนั้น ทำอาหารถวาย จัดทำของเครื่องใช้ที่จำเป็นแก่พระ แม้แต่การทำบุญด้วยเงิน ผู้หญิงก็มีจำนวนมากกว่าชายมาก การเห็นกันทุกวัน การใกล้ชิดช่วยเหลือรับใช้กัน เป็นปัจจัยที่มีพลังมาก การเห็นหมอผู้ชาย แต่งงานกับพยาบาลมากมาย จึงเป็นเรื่องธรรมดา เช่นเดียวกับพระ มีสีกามาใกล้ชิด
ถ้าไม่นับคนที่มาปลอมบวชหรือมาบวชเพื่อหวังลาภสักการะ คนที่ตั้งใจมาบวชเพื่อละเลิกกิเลสจริงๆแล้วพลาดไป แล้วล้มเหลวในชีวิต อย่างสิ้นเชิง เป็นเรื่องที่น่าเสียใจมาก ไม่ควรซ้ำเติม เป็นเรื่องน่าให้อภัยอย่างยิ่ง ไม่ควรประจานต่อสาธารณะ และเหตุการณ์เหล่านี้สอนให้รู้ว่า การทำความดี ลดละเลิกกิเลส ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เป็นงานหนักที่แม้ชั่วชีวิตนี้ ก็คงไม่แล้วเสร็จง่ายๆเลยทีเดียว.
๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๔
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)