สยาม (อักษรละติน: Siam)
สยาม (สันสกฤต: श्याम)
เป็นชื่อเรียกของประเทศไทยในสมัยโบราณ แต่มิใช่ชื่อที่คนไทยใช้เรียกตนเอง
สยามเป็นชื่ออย่างเป็นทางการของไทยรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นต้นมา
แต่ได้มีการเปลี่ยนชื่อมาเป็น "ไทย" เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2482
สมัย รัฐบาล จอมพล ป.พิบูลสงคราม
ในอดีตพระมหากษัตริย์ไทยทรงใช้ชื่อ สยาม ในการทำสนธิสัญญากับต่างชาติเป็นเวลาหลายศตวรรษ
อันเนื่องมาจากอาณาจักรสยามนี้ประกอบด้วยคนหลายชาติพันธุ์ อาทิ ไท ลาว มอญ ญวน เขมร แขก จีน ฝรั่ง และมลายู พระมหากษัตริย์ไทยจึงเรียกดินแดนแห่งนี้ว่า ประเทศสยาม เพื่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของประชาชน
อีกทั้ง ชื่อ สยาม นั้น ก็ยังคงเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในวงการวิชาการของต่างประเทศอีกด้วย
(วิกิพีเดีย)
วันอาทิตย์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
ทำไม พ.ศ.2483 จึงมีแค่ 9 เดือน
สมัยก่อน ตั้งแต่ พ.ศ. 2432 สยามประเทศถือเอาวันที่ 1 เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่เรื่อยมา จนกระทั่งรัฐบาลไทยสมัยที่จอมพล ป.พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรีได้ประกาศเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่ให้เป็นวันที่ 1 มกราคม เริ่มตั้งแต่ 1 มกราคม พ.ศ. 2484 เป็นต้นมา ทั้งนี้ก็เพื่อให้เป็นไปตามแนวปฏิบัติสากลของนานาอารยประเทศ
การเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่ จาก 1 เมษายน มาเป็น 1 มกราคม ตั้งแต่ พ.ศ. 2484 ทำให้ พ.ศ. 2483 มีเพียง 9 เดือน คือ เมษายน ถึง ธันวาคม โดยขาดหายไป 3 เดือน คือ เดือนมกราคม กุมภาพันธ์ และมีนาคม ดังนั้น ถ้าไปพบใครที่มี
วันเกิดระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 31 มีนาคม พ.ศ. 2483 เราก็คิดไปได้ว่า ข้อมูลวันเดือนปีเกิดของบุคคลนั้นต้องมีอะไรผิดพลาดคลาดเคลื่อนเป็นแน่แท้
(คัดจากเอกสาร ประชากรและการพัฒนา)
การเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่ จาก 1 เมษายน มาเป็น 1 มกราคม ตั้งแต่ พ.ศ. 2484 ทำให้ พ.ศ. 2483 มีเพียง 9 เดือน คือ เมษายน ถึง ธันวาคม โดยขาดหายไป 3 เดือน คือ เดือนมกราคม กุมภาพันธ์ และมีนาคม ดังนั้น ถ้าไปพบใครที่มี
วันเกิดระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 31 มีนาคม พ.ศ. 2483 เราก็คิดไปได้ว่า ข้อมูลวันเดือนปีเกิดของบุคคลนั้นต้องมีอะไรผิดพลาดคลาดเคลื่อนเป็นแน่แท้
(คัดจากเอกสาร ประชากรและการพัฒนา)
วันอังคารที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2554
ประวัติคัมภีร์ทานตะวัน
แต่งโดย ขันทีผู้หนึ่ง ในวังหลวง
ไม่ทราบความเป็นมา
ไม่ทราบชื่อแซ่
สามร้อยปีต่อมา วิทยายุทธในคัมภีร์ ไม่มีผู้ใดฝึกสำเร็จ
หนึ่งร้อยปีก่อน คัมภีร์เล่มนี้ตกเป็นของ วัดล่างเสี้ยวลิ้มยี่ ที่เมือง โพวชั้ง มณฑลฮกเกี้ยน
เจ้าอาวาสตอนนั้นชื่อ มหาสมณะใบไม้แดง (อั๊งเฮียะเซี่ยซือ) มีสติปัญญาล้ำเลิศ
พยายามฝึก แต่ก็ฝึกไม่สำเร็จ
วิทยายุทธนี้ ว่ากันว่าลึกล้ำสุดยอด
แต่ก็ไม่ทราบว่าสุดยอดอย่างไร
สำนักฮั้วซัว มีซือเฮียตี๋ สองคน ชื่อฉั่วจื้อฮง และงักเซียว
ไปเป็นแขกที่วัดล่างเสี้ยวลิ้มยี่
ไม่ทราบทำอย่างไรได้เห็นคัมภีร์นี้
อาจจะโขมยดูหรือเปล่าไม่ทราบ
ยามฉุกละหุกก็แบ่งกันท่องคัมภีร์นี้ คนละครึ่งท่อน
พอกลับมาสำนัก ก็มาต่อกัน แต่ต่อกันไม่ติด ทะเลาะบาดหมางกัน
สำนักฮั้วซัวจึงแบ่งออกเป็น
1.ฝ่ายกระบี่ มีฉั่วจื้อฮง เป็นหัวหน้า
2.ฝ่ายลมปราณ มีงักเซียว เป็นหัวหน้า
ต่อมา มหาสมณะใบไม้แดง (อั๊งเฮียะเซี่ยซือ) ทราบว่า คัมภีร์ถูกลอบดูจึงส่ง
โต่วง้วนเซี่ยงซือ มาฮั้วซัว สั่งว่า
ห้ามไม่ให้ฝึก วิทยายุทธตามคัมภีร์นี้ เพราะ
ลึกล้ำมาก ด่านแรกก็ยาก ฝึกผิดก็จะตายหรือพิการไป
พอไปถึง สำนักฮั้วซัว ก็ไปพบ ฉั่วจื้อฮง และงักเซียว
ถามเรื่องนี้ ทั้งฉั่วจื้อฮง และงักเซียว ก็รับสารภาพว่าโขมยดูจริง
และฝึกอยู่แต่ยังไม่สำเร็จ คิดว่า โต่วง้วนเซี่ยงซือ รู้เรื่อง
จึงถาม และท่องให้ฟัง
โต่วง้วนเซี่ยงซือ ก็ทำเป็นรู้เรื่องอธิบายให้ฟัง
ขณะเดียวกันก็แอบจดจำข้อความในคัมภีร์ไว้ได้ทั้งหมด
หลังจากพักที่ฮั้วซัว นาน 7-8 วัน
ก็ลากลับวัด แต่ไม่กลับวัด สึกเอง
จดหมายไปหาเจ้าอาวาสว่า สึก ไม่มีหน้ากลับไปวัดอีก
เรื่องนี้ทำให้ วัดล่างเสี้ยวลิ้มยี่ ผิดใจกับสำนักฮั้วซัว
ข่าวการที่ สำนักฮั้วซัวมีคัมภีร์ทานตะวัน เกิดล่วงรู้ไปถึง พรรคทานตะวัน
10 ผู้อวุโส พรรคทานตะวัน บุกมาชิงคัมภีร์ทานตะวัน
ฆ่า ฉั่วจื้อฮง และงักเซียว ตาย ชิงคัมภีร์ไปได้
10 ผู้อาวุโส บาดเจ็บกลับไป
อีก 5 ปีต่อมา พรรคทานตะวันบุก มาที่ฮั้วซัวใหม่
สามารถมีวิทยายุทธทำลายเพลงกระบี่ของ 5 สำนักได้
ฆ่า ผู้อาวุโส 5 สำนักกระบี่ตายมากมาย
แต่ 10ผู้อาวุโสพรรคทานตะวันก็ตายหมด
สยดสยองมาก
โต่วง้วนเซี่ยงซือ เมื่อเป็นฆารวาส ชื่อ ลิ้มเอี่ยงโต้ว
ก่อตั้งสำนักคุ้มกันภัยบุญบารมี
อาศัยกระบวนท่า 72 ท่ากระบี่พิชิตมาร
สยบหมู่มิจฉาชีพ มีชื่อเสียงไปทั่ว
ข้อความในคัมภีร์ จดไว้ที่จีวร สั่งเสียลูกหลานไม่ให้ฝึก
พอเรื่องนี้ทราบไปถึง
มหาสมณะใบไม้แดง (อั๊งเฮียะเซี่ยซือ)
จึงทราบว่า เป็นวิทยายุทธจากคัมภีร์ทานตะวัน
จึงสั่งให้นำคัมภีร์มาเผาทิ้ง
แล้วแจ้งให้ เจ้าอาวาสเสี้ยวลิ้มบนทราบ
ไม่ทราบความเป็นมา
ไม่ทราบชื่อแซ่
สามร้อยปีต่อมา วิทยายุทธในคัมภีร์ ไม่มีผู้ใดฝึกสำเร็จ
หนึ่งร้อยปีก่อน คัมภีร์เล่มนี้ตกเป็นของ วัดล่างเสี้ยวลิ้มยี่ ที่เมือง โพวชั้ง มณฑลฮกเกี้ยน
เจ้าอาวาสตอนนั้นชื่อ มหาสมณะใบไม้แดง (อั๊งเฮียะเซี่ยซือ) มีสติปัญญาล้ำเลิศ
พยายามฝึก แต่ก็ฝึกไม่สำเร็จ
วิทยายุทธนี้ ว่ากันว่าลึกล้ำสุดยอด
แต่ก็ไม่ทราบว่าสุดยอดอย่างไร
สำนักฮั้วซัว มีซือเฮียตี๋ สองคน ชื่อฉั่วจื้อฮง และงักเซียว
ไปเป็นแขกที่วัดล่างเสี้ยวลิ้มยี่
ไม่ทราบทำอย่างไรได้เห็นคัมภีร์นี้
อาจจะโขมยดูหรือเปล่าไม่ทราบ
ยามฉุกละหุกก็แบ่งกันท่องคัมภีร์นี้ คนละครึ่งท่อน
พอกลับมาสำนัก ก็มาต่อกัน แต่ต่อกันไม่ติด ทะเลาะบาดหมางกัน
สำนักฮั้วซัวจึงแบ่งออกเป็น
1.ฝ่ายกระบี่ มีฉั่วจื้อฮง เป็นหัวหน้า
2.ฝ่ายลมปราณ มีงักเซียว เป็นหัวหน้า
ต่อมา มหาสมณะใบไม้แดง (อั๊งเฮียะเซี่ยซือ) ทราบว่า คัมภีร์ถูกลอบดูจึงส่ง
โต่วง้วนเซี่ยงซือ มาฮั้วซัว สั่งว่า
ห้ามไม่ให้ฝึก วิทยายุทธตามคัมภีร์นี้ เพราะ
ลึกล้ำมาก ด่านแรกก็ยาก ฝึกผิดก็จะตายหรือพิการไป
พอไปถึง สำนักฮั้วซัว ก็ไปพบ ฉั่วจื้อฮง และงักเซียว
ถามเรื่องนี้ ทั้งฉั่วจื้อฮง และงักเซียว ก็รับสารภาพว่าโขมยดูจริง
และฝึกอยู่แต่ยังไม่สำเร็จ คิดว่า โต่วง้วนเซี่ยงซือ รู้เรื่อง
จึงถาม และท่องให้ฟัง
โต่วง้วนเซี่ยงซือ ก็ทำเป็นรู้เรื่องอธิบายให้ฟัง
ขณะเดียวกันก็แอบจดจำข้อความในคัมภีร์ไว้ได้ทั้งหมด
หลังจากพักที่ฮั้วซัว นาน 7-8 วัน
ก็ลากลับวัด แต่ไม่กลับวัด สึกเอง
จดหมายไปหาเจ้าอาวาสว่า สึก ไม่มีหน้ากลับไปวัดอีก
เรื่องนี้ทำให้ วัดล่างเสี้ยวลิ้มยี่ ผิดใจกับสำนักฮั้วซัว
ข่าวการที่ สำนักฮั้วซัวมีคัมภีร์ทานตะวัน เกิดล่วงรู้ไปถึง พรรคทานตะวัน
10 ผู้อวุโส พรรคทานตะวัน บุกมาชิงคัมภีร์ทานตะวัน
ฆ่า ฉั่วจื้อฮง และงักเซียว ตาย ชิงคัมภีร์ไปได้
10 ผู้อาวุโส บาดเจ็บกลับไป
อีก 5 ปีต่อมา พรรคทานตะวันบุก มาที่ฮั้วซัวใหม่
สามารถมีวิทยายุทธทำลายเพลงกระบี่ของ 5 สำนักได้
ฆ่า ผู้อาวุโส 5 สำนักกระบี่ตายมากมาย
แต่ 10ผู้อาวุโสพรรคทานตะวันก็ตายหมด
สยดสยองมาก
โต่วง้วนเซี่ยงซือ เมื่อเป็นฆารวาส ชื่อ ลิ้มเอี่ยงโต้ว
ก่อตั้งสำนักคุ้มกันภัยบุญบารมี
อาศัยกระบวนท่า 72 ท่ากระบี่พิชิตมาร
สยบหมู่มิจฉาชีพ มีชื่อเสียงไปทั่ว
ข้อความในคัมภีร์ จดไว้ที่จีวร สั่งเสียลูกหลานไม่ให้ฝึก
พอเรื่องนี้ทราบไปถึง
มหาสมณะใบไม้แดง (อั๊งเฮียะเซี่ยซือ)
จึงทราบว่า เป็นวิทยายุทธจากคัมภีร์ทานตะวัน
จึงสั่งให้นำคัมภีร์มาเผาทิ้ง
แล้วแจ้งให้ เจ้าอาวาสเสี้ยวลิ้มบนทราบ
วันเสาร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
นโยบาย รมต.สาธารณสุข จุรินทร์ลักษณวิศิษฏิ

เมื่อวันที่ 20 มกราคม พ.ศ.2553
รมต.สาธารณสุข นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏิ
ได้ให้นโยบาย
1.เน้นการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคเป็นหลัก
2.เร่งรัดการพัฒนาคุณภาพการรักษาพยาบาล และคุณภาพการบริการในทุกระดับ
3.สร้างความเชื่อมั่นในประสิทธิภาพการควบคุมโรค
4.คุ้มครองผู้บริโภคที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพอย่างจริงจัง
5.สนับสนุนสมุนไพรไทยให้มีบทบาทในการบริการและมีความก้าวหน้ามากขึ้น
6.สับสนุนการผลิตและพัฒนาบุคคลากรให้เพียงพอต่อการปฏิบัติงาน รวมทั้งในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล
7.สนับสนุน อสม.มีบทบาทเชิงรุกมากขึ้น
8.พัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศให้มีความทันสมัย และเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานเพื่อประชาชนมากขึ้น
9.ผลักดันโครงการ Medical Hub ให้รุดหน้ามากยิ่งขึ้น
10.ผลักดันและพัฒนากฎหมายให้เอื้อประโยชน์ต่อการสนับสนุนการดำเนินงานโดยเฉพาะกฎหมายใหม่ เช่น พรบ.วิชาชีพการสาธารณสุข
พรบ.กองทุนคุ้มครองผู้เสียหายจากการบริการทางการแพทย์และสาธารณสุข ดดยให้ความสำคัญทั้งผู้ให้และผู้รับบริการ
โดยยึดหลัก 3 ประการคือ
1.โปร่งใส
2.ความสามัคคี
3.การมีส่วนร่วมในการทำงานร่วมกันทุกฝ่ายในสังคมสาธารณสุข
วันอังคารที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2553
พระราชบัญญัติ ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542
พระราชบัญญัติ ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2542
เป็นปีที่ 54 ในรัชกาลปัจจุบัน
-----------------------------------------------------------------------------------มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า "พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับ การเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542"
มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจา นุเบกษาเป็นต้นไป[รก.2542/120ก/70/29 พฤศจิกายน 2542]
มาตรา 3 ในพระราชบัญญัตินี้ "การเสนอราคา" หมายความว่า การยื่นข้อเสนอเพื่อเป็นผู้มีสิทธิทำสัญญา กับหน่วยงานของรัฐอันเกี่ยวกับการซื้อ การจ้าง การแลกเปลี่ยน การเช่า การจำหน่ายทรัพย์สิน การได้รับสัมปทานหรือการได้รับสิทธิใด ๆ "หน่วยงานของรัฐ" หมายความว่า กระทรวง ทบวง กรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ หรือหน่วยงานอื่นใดที่ดำเนินกิจการ ของรัฐตามกฎหมายและได้รับเงินอุดหนุนหรือเงินหรือทรัพย์สินลงทุนจากรัฐ "ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง" หมายความว่า (1) นายกรัฐมนตรี (2) รัฐมนตรี (3) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (4) สมาชิกวุฒิสภา (5) ข้าราชการการเมืองอื่นนอกจาก (1) และ (2) ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบ ข้าราชการการเมือง (6) ข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมืองตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่าย รัฐสภา (7) ผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่น "คณะกรรมการ ป.ป.ช." หมายความว่า คณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติ
มาตรา 4 ผู้ใดตกลงร่วมกันในการเสนอราคา เพื่อวัตถุประสงค์ที่จะให้ประโยชน์ แก่ผู้ใดผู้หนึ่งเป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ โดยหลีกเลี่ยงการแข่งขันราคาอย่างเป็น ธรรม หรือโดยการกีดกันมิให้มีการเสนอสินค้าหรือบริการอื่นต่อหน่วยงานของรัฐ หรือโดยการ เอาเปรียบแก่หน่วยงานของรัฐอันมิใช่เป็นไปในทางการประกอบธุรกิจปกติ ต้องระวางโทษจำคุก ตั้งแต่หนึ่งปีถึงสามปี และปรับร้อยละห้าสิบของจำนวนเงินที่มีการเสนอราคาสูงสุดในระหว่าง ผู้ร่วมกระทำความผิดนั้น หรือของจำนวนเงินที่มีการทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐแล้วแต่ จำนวนใดจะสูงกว่า ผู้ใดเป็นธุระในการชักชวนให้ผู้อื่นร่วมตกลงกันในการกระทำความผิดตามที่ บัญญัติไว้ในวรรคหนึ่ง ผู้นั้นต้องระวางโทษตามวรรคหนึ่ง
มาตรา 5 ผู้ใดให้ ขอให้ หรือรับว่าจะให้เงินหรือทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด แก่ผู้อื่นเพื่อประโยชน์ในการเสนอราคา โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะจูงใจให้ผู้นั้นร่วมดำเนินการใด ๆ อันเป็นการให้ประโยชน์แก่ผู้ใดผู้หนึ่งเป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ หรือเพื่อจูงใจให้ ผู้นั้นทำการเสนอราคาสูงหรือต่ำจนเห็นได้ชัดว่าไม่เป็นไปตามลักษณะสินค้า บริการ หรือสิทธิที่จะ ได้รับ หรือเพื่อจูงใจให้ผู้นั้นไม่เข้าร่วมในการเสนอราคาหรือถอนการเสนอราคา ต้องระวางโทษ จำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปีและปรับร้อยละห้าสิบของจำนวนเงินที่มีการเสนอราคาสูงสุดในระหว่าง ผู้ร่วมกระทำความผิดนั้นหรือของจำนวนเงินที่มีการทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐแล้วแต่จำนวนใด จะสูงกว่า ผู้ใดเรียก รับ หรือยอมจะรับเงินหรือทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด เพื่อกระทำ การตามวรรคหนึ่ง ให้ถือว่าเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดด้วย
มาตรา 6 ผู้ใดข่มขืนใจผู้อื่นให้จำยอมร่วมดำเนินการใด ๆ ในการเสนอราคา หรือไม่เข้าร่วมในการเสนอราคา หรือถอนการเสนอราคา หรือต้องทำการเสนอราคาตามที่กำหนด โดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ ให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของผู้ถูกขู่เข็ญหรือบุคคลที่สาม จนผู้ถูกข่มขืนใจยอมเช่นว่านั้น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบปี และปรับร้อยละห้าสิบของจำนวนเงินที่มีการเสนอราคา สูงสุดในระหว่างผู้ร่วมกระทำความผิดนั้น หรือของจำนวนเงินที่มีการทำสัญญากับหน่วยงาน ของรัฐแล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า
มาตรา 7 ผู้ใดใช้อุบายหลอกลวงหรือกระทำการโดยวิธีอื่นใดเป็นเหตุให้ผู้อื่น ไม่มีโอกาสเข้าทำการเสนอราคาอย่างเป็นธรรมหรือให้มีการเสนอราคาโดยหลงผิด ต้องระวางโทษ จำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี และปรับร้อยละห้าสิบของจำนวนเงินที่มีการเสนอราคาสูงสุดระหว่าง ผู้ร่วมกระทำความผิดนั้นหรือของจำนวนเงินที่มีการทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐแล้วแต่จำนวนใด จะสูงกว่า
มาตรา 8 ผู้ใดโดยทุจริตทำการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐโดยรู้ว่าราคาที่ เสนอนั้นต่ำมากเกินกว่าปกติจนเห็นได้ชัดว่าไม่เป็นไปตามลักษณะสินค้าหรือบริการ หรือเสนอ ผลประโยชน์ตอบแทนให้แก่หน่วยงานของรัฐสูงกว่าความเป็นจริงตามสิทธิที่จะได้รับ โดยมี วัตถุประสงค์เป็นการกีดกันการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรมและการกระทำเช่นว่านั้น เป็นเหตุให้ ไม่สามารถปฏิบัติให้ถูกต้องตามสัญญาได้ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสามปี และปรับ ร้อยละห้าสิบของจำนวนเงินที่มีการเสนอราคา หรือของจำนวนเงินที่มีการทำสัญญากับหน่วยงาน ของรัฐแล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า ในกรณีที่ไม่สามารถปฏิบัติให้ถูกต้องตามสัญญาได้ตามวรรคหนึ่ง เป็นเหตุให้ หน่วยงานของรัฐต้องรับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในการดำเนินการให้แล้วเสร็จตามวัตถุประสงค์ของ สัญญาดังกล่าว ผู้กระทำผิดต้องชดใช้ค่าใช้จ่ายให้แก่หน่วยงานของรัฐนั้นด้วย ในการพิจารณาคดีความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ ถ้ามีการ ร้องขอ ให้ศาลพิจารณากำหนดค่าใช้จ่ายที่รัฐต้องรับภาระเพิ่มขึ้นให้แก่หน่วยงานของรัฐตาม วรรคสองด้วย
มาตรา 9 ในกรณีที่การกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้เป็นไปเพื่อประโยชน์ ของนิติบุคคลใด ให้ถือว่าหุ้นส่วนผู้จัดการ กรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารหรือผู้มีอำนาจในการ ดำเนินงานในกิจการของนิติบุคคลนั้น หรือผู้ซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคลในเรื่องนั้น เป็นตัวการร่วมในการกระทำความผิดด้วย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้มีส่วนรู้เห็นในการ กระทำความผิดนั้น
มาตรา 10 เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐผู้ใดซึ่งมีอำนาจหรือหน้าที่ในการอนุมัติ การพิจารณาหรือการดำเนินการใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเสนอราคาครั้งใด รู้หรือมีพฤติการณ์แจ้งชัด ว่าควรรู้ว่าการเสนอราคาในครั้งนั้นมีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ละเว้นไม่ดำเนินการ เพื่อให้มีการยกเลิกการดำเนินการเกี่ยวกับการเสนอราคาในครั้งนั้น มีความผิดฐานกระทำความผิด ต่อตำแหน่งหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึง สองแสนบาท
มาตรา 11 เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐผู้ใด หรือผู้ได้รับมอบหมายจาก หน่วยงานของรัฐผู้ใด โดยทุจริตทำการออกแบบ กำหนดราคา กำหนดเงื่อนไข หรือกำหนด ผลประโยชน์ตอบแทน อันเป็นมาตรฐานในการเสนอราคาโดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันใน การเสนอราคาอย่างเป็นธรรม หรือเพื่อช่วยเหลือให้ผู้เสนอราคารายใดได้มีสิทธิเข้าทำสัญญา กับหน่วยงานของรัฐโดยไม่เป็นธรรม หรือเพื่อกีดกันผู้เสนอราคารายใดมิให้มีโอกาสเข้าแข่งขัน ในการเสนอราคาอย่างเป็นธรรม ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท
มาตรา 12 เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐผู้ใดกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติ นี้ หรือกระทำการใด ๆ โดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม เพื่อเอื้ออำนวยแก่ผู้เข้า ทำการเสนอราคารายใดให้เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ มีความผิดฐานกระทำผิด ต่อตำแหน่งหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท
มาตรา 13 ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือกรรมการหรืออนุกรรมการใน หน่วยงานของรัฐ ซึ่งมิใช่เป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐผู้ใด กระทำความผิดตามพระราช บัญญัตินี้ หรือกระทำการใด ๆ ต่อเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐซึ่งมีอำนาจหรือหน้าที่ในการ อนุมัติการพิจารณา หรือการดำเนินการใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเสนอราคาเพื่อจูงใจหรือทำให้ จำยอมต้องยอมรับการเสนอราคาที่มีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ถือว่าผู้นั้น กระทำความผิดฐานกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่เจ็ดปีถึงยี่สิบปี หรือ จำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนสี่หมื่นบาทถึงสี่แสนบาท
มาตรา 14 ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอำนาจสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ การกระทำที่เป็นความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัตินี้ ในกรณีที่มีพฤติการณ์ปรากฏแก่คณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือมีการกล่าวหา ร้องเรียนว่าการดำเนินการซื้อ การจ้าง การแลกเปลี่ยน การเช่า การจำหน่ายทรัพย์สิน การได้รับ สัมปทานหรือการได้รับสิทธิใด ๆ ของหน่วยงานของรัฐครั้งใดมีการกระทำอันเป็นความผิดตาม พระราชบัญญัตินี้ ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทำการสอบสวนข้อเท็จจริงโดยเร็ว และถ้าเห็นว่ามีมูล ให้ดำเนินการดังต่อไปนี้ (1) ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือผู้ดำรงตำแหน่งทาง การเมืองตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ให้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการกับผู้นั้นตามกฎหมายประกอบรัฐธรรรมนูญว่าด้วยการป้องกัน และปราบปรามการทุจริต (2) ในกรณีที่เป็นบุคคลอื่นนอกจากบุคคลตาม (1) ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการกล่าวโทษบุคคลนั้นต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีต่อไป ในการดำเนินการของ พนักงานสอบสวนให้ถือรายงานการสอบสวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นหลัก (3) ในกรณีที่การกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้เป็นการกระทำของ เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตาม (1) และบุคคลอื่นที่ลักษณะคดีมีความ เกี่ยวเนื่องเป็นความผิดเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุน ถ้าคณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นสมควรดำเนินการสอบสวนเพื่อดำเนินคดีกับบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในคราวเดียวกัน ให้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอำนาจดำเนินการสอบสวนบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด และ เมื่อดำเนินการเสร็จให้ส่งรายงานเอกสารและความเห็นไปยังสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินการ ให้มีการฟ้องคดีในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีสำหรับผู้ที่กระทำความผิดนั้น โดยให้ ถือว่ารายงานของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นสำนวนการสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา แต่ถ้าคณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นว่าการกระทำความผิดดังกล่าวสมควรให้ดำเนินการ สอบสวนโดยพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ส่งผลการสอบสวนข้อเท็จจริงไปยังพนักงานสอบสวนเพื่อเป็นผู้ดำเนินคดีต่อไป การดำเนินการของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่เป็นการตัดสิทธิผู้เสียหายหรือ หน่วยงานของรัฐที่เสียหายจากการกระทำความผิดในการเสนอราคา ในการร้องทุกข์หรือกล่าวโทษ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา 15 ในการสอบสวนเพื่อดำเนินคดีอาญาแก่ผู้กระทำความผิดตามพระราช บัญญัตินี้ ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอำนาจดังต่อไปนี้ (1) แสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อที่จะทราบข้อเท็จจริงหรือ พิสูจน์ความผิดและเพื่อจะเอาตัวผู้กระทำผิดมาฟ้องลงโทษ (2) มีคำสั่งให้ข้าราชการ พนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ ปฏิบัติการ ทั้งหลายอันจำเป็นแก่การรวบรวมพยานหลักฐานของคณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือเรียกเอกสารหรือ หลักฐานที่เกี่ยวข้องจากบุคคลใด หรือเรียกบุคคลใดมาให้ถ้อยคำเพื่อประโยชน์ในการสอบสวน (3) ดำเนินการขอให้ศาลที่มีเขตอำนาจออกหมายเพื่อเข้าไปในเคหสถาน สถานที่ ทำการ หรือสถานที่อื่นใด รวมทั้งยานพาหนะของบุคคลใด ๆ ในเวลาระหว่างพระอาทิตย์ขึ้น และพระอาทิตย์ตก หรือในระหว่างเวลาที่มีการประกอบกิจการเพื่อตรวจสอบ ค้น ยึด หรืออายัด เอกสาร ทรัพย์สิน หรือพยานหลักฐานอื่นใดซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ไต่สวนข้อเท็จจริง และหาก ยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จในเวลาดังกล่าวให้สามารถดำเนินการต่อไปได้จนกว่าจะแล้วเสร็จ (4) ดำเนินการขอให้ศาลที่มีเขตอำนาจออกหมายเพื่อให้มีการจับและควบคุม ตัวผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งระหว่างการไต่สวนข้อเท็จจริงปรากฏว่าเป็นผู้กระทำความผิดหรือเป็นผู้ซึ่ง คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีมติว่าข้อกล่าวหามีมูล เพื่อส่งตัวไปยังสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อ ดำเนินการต่อไป (5) ขอให้เจ้าพนักงานตำรวจหรือพนักงานสอบสวนดำเนินการตามหมายของศาล ที่ออกตาม (3) หรือ (4) (6) กำหนดระเบียบโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาเกี่ยวกับการสืบสวนและ สอบสวนการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ และการประสานงานในการดำเนินคดีระหว่าง คณะกรรมการ ป.ป.ช. พนักงานสอบสวน และพนักงานอัยการ ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ประธานกรรมการและกรรมการ ป.ป.ช. เป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ และมีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับพนักงาน สอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และเพื่อประโยชน์ในการสอบสวนให้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอำนาจแต่งตั้งอนุกรรมการ หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการตามอำนาจ หน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ ในกรณีเช่นว่านี้ให้อนุกรรมการหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ในกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ส่งรายงานการสอบสวนให้สำนักงานอัยการสูงสุด ดำเนินคดีต่อไป การดำเนินการเกี่ยวกับการสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ให้ถือว่าบทบัญญัติที่กำหนดเป็นอำนาจหน้าที่ของ พนักงานสอบสวน ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นอำนาจหน้าที่ของ คณะกรรมการ ป.ป.ช.
มาตรา 16 ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ :: ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรี
*หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่ในการจัดหาสินค้าและ บริการไม่ว่าด้วยวิธีการจัดซื้อหรือการจัดจ้างหรือวิธีอื่นใดของหน่วยงานของรัฐทุกแห่งนั้นเป็นการ ดำเนินการโดยใช้เงินงบประมาณเงินกู้เงินช่วยเหลือ หรือรายได้ของหน่วยงานของรัฐ ซึ่งเป็นเงิน ของแผ่นดิน รวมทั้งการที่รัฐให้สิทธิในการดำเนินกิจการบางอย่างโดยการให้สัมปทานอนุญาตหรือ กรณีอื่นใดในลักษณะเดียวกันก็เป็นการดำเนินการเพื่อประโยชน์สาธารณะอันเป็นกิจการของรัฐ ฉะนั้น การจัดหาสินค้าและบริการรวมทั้งการให้สิทธิดังกล่าว จึงต้องกระทำอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม และมีการแข่งขันกันอย่างเสรีเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่รัฐ แต่เนื่องจากการดำเนินการ ที่ผ่านมามีการกระทำในลักษณะการสมยอมในการเสนอราคาและมีพฤติการณ์ต่าง ๆ อันทำให้มิได้ มีการแข่งขันกันเสนอประโยชน์สูงสุดให้แก่หน่วยงานของรัฐอย่างแท้จริงและเกิดความเสียหายต่อ ประเทศชาติ นอกจากนั้น ในบางกรณีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐก็มีส่วนร่วม หรือมีส่วนสนับสนุนในการทำความผิด หรือละเว้นไม่ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่อันมีผลทำให้ ้ปัญหาในเรื่องนี้ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น จึงสมควรกำหนดให้การกระทำดังกล่าวเป็นความผิด เพื่อเป็นการปราบปรามการกระทำในลักษณะดังกล่าว รวมทั้งกำหนดลักษณะความผิดและกลไก ในการดำเนินการเอาผิดกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อให้การปราบปราม ดังกล่าวมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
วันเสาร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2553
ข้อเท็จจริงที่ผู้ป่วยควรทราบ
ข้อเท็จจริงที่ผู้ป่วยควรทราบ
มี ข้อเท็จจริง หลายเรื่อง ที่ผู้ป่วยควรทราบ เพื่อลดปัญหาการโต้เถียงภายหลัง
แพทยสภาเคยมีเอกสารเป็นทางการออกไปแล้ว
แต่ข้าพเจ้าเชื่อว่า มีคนที่ยังไม่รู้ไม่เข้าใจอีกมาก
ข้อเท็จจริงต่อไปนี้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างเฉพาะกับ สูตินรีแพทย์ ได้แก่
1. ความตายของมารดาที่มาฝากครรภ์ ผู้ที่มาฝากครรภ์ทุกราย ไม่ว่าจะดูแลดีอย่างไร หมอจะเก่งแค่ไหน มารดาก็ยังมีโอกาสตายจากการตั้งครรภ์ โดยที่ หญิงตั้งครรภ์อย่างน้อย 1 ใน 20,000 ราย ก็จะเกิดภาวะ น้ำคร่ำอุดตันเส้นเลือด และในจำนวนนี้กว่า ร้อยละ 99 แพทย์ก็ไม่สามารถช่วยชีวิตได้ แพทย์ก็ไม่ทราบว่าโรคนี้จะเกิดกับใคร ป้องกันไม่ให้เกิดก็ไม่ได้ สูติแพทย์ท่านไหนจะเจอบ้าง คดีฟ้องร้องทุกวันนี้ ส่วนใหญ่ก็มากจากการเกิดโรคนี้ เมื่อเกิดขึ้นมาก็คงจะถามว่า มีโรคนี้ด้วยหรือ ทำไม่เกิดขึ้นกับเรา ใครเป็นคนทำให้เกิด เป็นทีมแพทย์ที่ดูแล หรือตัวผู้ป่วยเอง มองหาคนรับผิดชอบกันให้ได้ การวินิจฉัยว่าเป็นโรคนี้ ก็ยาก ต้องอาศัยการตรวจศพ ถ้าไม่ยอมให้ตรวจก็จะบอกได้อย่างไร ถ้าแพทย์มีญาณวิถีพิเศษ ก็จะบอกผู้ป่วยว่าไม่ให้ท้อง จะได้ไม่ตาย หรือไม่ก็ต้อง"หนีสุดขีด" ไม่มีชื่อพัวพันเลย เพื่อให้ไม่ต้องรับผิดชอบภายหลัง
2. ทารกในครรภ์ ไม่ได้มีลักษณะปกติทุกราย แพทย์ก็ไม่ทราบว่า ลูกของท่านปกติหรือไม่ โดยทั่วไป มีความผิดปกติร้อยละ 1 ขึ้นไป การตรวจหาความผิดปกติของทารกในครรภ์ ในวิทยาการทางการแพทย์ที่มีอยู่ก็บอกความผิดปกติไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่ว่าจะเป็นหมอสูติเก่งขนาดไหน โดยมากผู้มาฝากครรภ์จะเข้าใจว่า ตรวจเครื่องอัลตร้าซาวด์แล้ว คงเห็นหมด ถามแพทย์ว่าลูกปกติหรือไม่ ถ้าแพทย์ว่าปกติ ก็เข้าใจว่า ทุกอย่างปกติหมด ซึ่งเป็นการเข้าใจคำพูดที่แพทย์บอก และความสามารถของแพทย์ผิดไป แพทย์โดยมากก็ไม่ใด้ให้เวลาอธิบายเรื่องนี้นานนัก เนื่องจากมีผู้ป่วยมาก ตัวอย่างความผิดปกติที่มี แต่แพทย์อาจมองไม่เห็น เช่น ความผิดปกติของ แขนขา ข้อ ซึ่งถ้าไม่ชำนาญดูเป็นประจำก็ไม่สามารถบอกได้จากการดูด้วยเครื่องอัลตร้าซาวด์ในเวลาสั้นๆ ความผิดปกติของหัวใจ ความผิดปกติในเรื่องโครโมโซม ซึ่งต้องตรวจด้วยวิธีที่ยุ่งยาก โรงพยาบาลเล็กๆ ไม่สามารถทำได้ และค่าใช้จ่ายอาจแพงมาก และอื่นๆอีกมากมาย
3. อุบัติเหตุไม่คาดฝันอาจมีได้ อยู่เสมอ เช่นเดียวกับรถคว่ำ รถชน ทารกอยู่ในครรภ์ก็อาจตายไปเฉยๆ เช่นภาวะ สายสะดือพัน ผุกกันแน่นจนเลือดไม่สามารถไปเลี้ยงเด็กได้ แพทย์ก็ไม่สามารถรู้ล่วงหน้าได้ว่าใครจะเกิด ไม่มีวิธีป้องกัน เมื่อเกิดแล้วก็ไม่มีวิธีแก้ไข จะทราบต่อเมื่อคลอดออกแล้ว ก็พบว่าสะดือผูกเป็นเกลียวแน่น
มี ข้อเท็จจริง หลายเรื่อง ที่ผู้ป่วยควรทราบ เพื่อลดปัญหาการโต้เถียงภายหลัง
แพทยสภาเคยมีเอกสารเป็นทางการออกไปแล้ว
แต่ข้าพเจ้าเชื่อว่า มีคนที่ยังไม่รู้ไม่เข้าใจอีกมาก
ข้อเท็จจริงต่อไปนี้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างเฉพาะกับ สูตินรีแพทย์ ได้แก่
1. ความตายของมารดาที่มาฝากครรภ์ ผู้ที่มาฝากครรภ์ทุกราย ไม่ว่าจะดูแลดีอย่างไร หมอจะเก่งแค่ไหน มารดาก็ยังมีโอกาสตายจากการตั้งครรภ์ โดยที่ หญิงตั้งครรภ์อย่างน้อย 1 ใน 20,000 ราย ก็จะเกิดภาวะ น้ำคร่ำอุดตันเส้นเลือด และในจำนวนนี้กว่า ร้อยละ 99 แพทย์ก็ไม่สามารถช่วยชีวิตได้ แพทย์ก็ไม่ทราบว่าโรคนี้จะเกิดกับใคร ป้องกันไม่ให้เกิดก็ไม่ได้ สูติแพทย์ท่านไหนจะเจอบ้าง คดีฟ้องร้องทุกวันนี้ ส่วนใหญ่ก็มากจากการเกิดโรคนี้ เมื่อเกิดขึ้นมาก็คงจะถามว่า มีโรคนี้ด้วยหรือ ทำไม่เกิดขึ้นกับเรา ใครเป็นคนทำให้เกิด เป็นทีมแพทย์ที่ดูแล หรือตัวผู้ป่วยเอง มองหาคนรับผิดชอบกันให้ได้ การวินิจฉัยว่าเป็นโรคนี้ ก็ยาก ต้องอาศัยการตรวจศพ ถ้าไม่ยอมให้ตรวจก็จะบอกได้อย่างไร ถ้าแพทย์มีญาณวิถีพิเศษ ก็จะบอกผู้ป่วยว่าไม่ให้ท้อง จะได้ไม่ตาย หรือไม่ก็ต้อง"หนีสุดขีด" ไม่มีชื่อพัวพันเลย เพื่อให้ไม่ต้องรับผิดชอบภายหลัง
2. ทารกในครรภ์ ไม่ได้มีลักษณะปกติทุกราย แพทย์ก็ไม่ทราบว่า ลูกของท่านปกติหรือไม่ โดยทั่วไป มีความผิดปกติร้อยละ 1 ขึ้นไป การตรวจหาความผิดปกติของทารกในครรภ์ ในวิทยาการทางการแพทย์ที่มีอยู่ก็บอกความผิดปกติไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่ว่าจะเป็นหมอสูติเก่งขนาดไหน โดยมากผู้มาฝากครรภ์จะเข้าใจว่า ตรวจเครื่องอัลตร้าซาวด์แล้ว คงเห็นหมด ถามแพทย์ว่าลูกปกติหรือไม่ ถ้าแพทย์ว่าปกติ ก็เข้าใจว่า ทุกอย่างปกติหมด ซึ่งเป็นการเข้าใจคำพูดที่แพทย์บอก และความสามารถของแพทย์ผิดไป แพทย์โดยมากก็ไม่ใด้ให้เวลาอธิบายเรื่องนี้นานนัก เนื่องจากมีผู้ป่วยมาก ตัวอย่างความผิดปกติที่มี แต่แพทย์อาจมองไม่เห็น เช่น ความผิดปกติของ แขนขา ข้อ ซึ่งถ้าไม่ชำนาญดูเป็นประจำก็ไม่สามารถบอกได้จากการดูด้วยเครื่องอัลตร้าซาวด์ในเวลาสั้นๆ ความผิดปกติของหัวใจ ความผิดปกติในเรื่องโครโมโซม ซึ่งต้องตรวจด้วยวิธีที่ยุ่งยาก โรงพยาบาลเล็กๆ ไม่สามารถทำได้ และค่าใช้จ่ายอาจแพงมาก และอื่นๆอีกมากมาย
3. อุบัติเหตุไม่คาดฝันอาจมีได้ อยู่เสมอ เช่นเดียวกับรถคว่ำ รถชน ทารกอยู่ในครรภ์ก็อาจตายไปเฉยๆ เช่นภาวะ สายสะดือพัน ผุกกันแน่นจนเลือดไม่สามารถไปเลี้ยงเด็กได้ แพทย์ก็ไม่สามารถรู้ล่วงหน้าได้ว่าใครจะเกิด ไม่มีวิธีป้องกัน เมื่อเกิดแล้วก็ไม่มีวิธีแก้ไข จะทราบต่อเมื่อคลอดออกแล้ว ก็พบว่าสะดือผูกเป็นเกลียวแน่น
วันพฤหัสบดีที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2552
พระครูธรรมรัตนคุณ
พระครูธรรมรัตนคุณ (หลวงพ่อรัตน์)
อดีตเจ้าอาวาสวัดโพธาราม อดีตเจ้าคณะอำเภอโพธาราม
สมัยที่ข้าพเจ้าเด็กๆ เมื่อจำความได้ สถานที่กว้างขวาง เด็กๆวิ่งเล่นกันสนุกสนานก็คือ ที่หาดทรายโพธาราม และที่วัดโพธาราม ซอยตลาดสด สมัยนั้นยังไม่มี โครงการคุมกำเนิด มีเด็กมากมาย บ้านหนึ่งมีนับสิบขึ้นไป เป็นเรื่องธรรมดา เด็กในซอยตลาดสดข้าพเจ้าว่ามีนับร้อยๆคน
ที่วัดโพธาราม หลังป่าช้า มีเครื่องเล่นเด็ก เช่น ชิงช้า ที่ลื่น ไม่ทราบใครเอามาตั้งมีมานานเท่าไรก็ไม่รู้ แถวใต้ต้นพิกุล หน้าคณะใต้ เป็นบริเวณที่ร่มรื่น เป็นที่เล่นของพวกเรา
หลวงพ่อรัตน์ ทราบว่าเป็น “เจ้าคณะ” ใต้ เรือนแถวกุฎิไม้ อยู่ติดกับโรงเจซุ่นเทียนตั๊ว
มีหลวงพี่ประทีป (พระครูโพธิวราทร) ซึ่ง เป็นพระหนุ่มที่สุดสมัยนั้น อยู่คณะใต้ด้วย
หลวงพ่อหนู เป็น ”เจ้าคณะ” เหนือ เรือนแถวกุฏิไม้ อยู่ติดกับท่ารถจอด ซึ่งเป็น “ตึกกุฎิ” ในปัจจุบัน เวลาไปสวดมนต์พิธีที่บ้านต่างๆในตลาด จะมีหลวงพ่อรัตน์นำคณะไปเสมอ หลวงพ่อหนูท่านก็เป็นเจ้าอาวาส และเจ้าคณะอำเภอสมัยนั้น ท่านอายุมากแล้ว ไม่ค่อยได้ไป
ตอนเช้า หลวงพ่อรัตน์ จะนำคณะสงฆ์ออกบิณฑบาต ทุกวัน เป็นภาพที่งดงามติดตาติดใจข้าพเจ้ามาจนถึงปัจจุบัน(เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว) หลวงพ่อรัตน์ ท่านเป็นกันเองกับ ข้าพเจ้ามาก และเป็นกันเองกับทุกๆคน ใครที่ได้ไปกราบท่าน ก็จะได้สัมผัสถึงความเมตตาที่ท่านให้ อย่างเยือกเย็นและ ล้นเหลือ
ท่านเคยถามข้าพเจ้าในงานบุญที่วัดโพธาราม วันหนึ่ง ว่าภรรยาคนที่ไหน ข้าพเจ้าตอบว่า คนบ้านไผ่ ขอนแก่น ท่านว่าวลาว สวนมาทันที ว่าคน(ภาคอีสาน)บ้านเดียวกัน แล้วท่านก็ว่าวลาวตลอด ข้าพเจ้าไม่กล้าถามต่อว่า ท่านเป็นคนจังหวัดอะไร เพราะเห็นท่านอยู่โพธารามมาตั้งแต่ข้าพเจ้าจำความได้ (ท่านสุชัย (พี่ตุ้ย) บอก ไม่นานนี้ ว่าท่านเป็นคนตำบลดอนทราย)
ข้าพเจ้าเคยมาบวชหน้าไฟตอน อาม่าถึงแก่กรรม เมื่อปี พ.ศ. 2515 ท่านชรามากแล้วท่านมอบให้ หลวงพ่อทุย บวชให้ ท่านนั่งอยู่ข้างๆ ท่านแซวว่า เดี๋ยวพวกเณรทั้งหลายก็จะได้ซองกัน ไม่ต้องห่วงจะอดข้าวเย็น(เพราะเดี๋ยวก็สึกแล้ว) หลวงพ่อทุยท่านให้กรรมฐาน เกศา โลมา นขา ทันตา ตัจโจ ให้ท่องย้อนกลับไปกลับมา
ตอนท่านยังไม่ได้อาพาธมาก ข้าพเจ้าเคยไปกราบ ท่านจะอยู่ใกล้ชิดกับหลวงพ่อทุยตลอด ได้เคยปาวารณากับท่านว่าให้โทรตามได้ถ้าต้องการให้มาดูตรวจท่าน แต่ท่านไม่เคย ได้ตามข้าพเจ้าเลย (อาจเป็นเพราะท่านทราบว่าข้าพเจ้าเป็นสูติแพทย์ก็ได้ หรือมีแพทย์ท่านอื่นท่านตามมาดูอยู่แล้วก็ได้) ไม่เคยเห็นท่านเรียกรถพยาบาลไปรับท่านที่วัด ครั้งหนึ่ง ตอนที่ท่านชราภาพมากและอาพาธ ข้าพเจ้าเคยเห็นท่านมาโรงพยาบาลโพธาราม โดยมีหลวงพี่ประทีปประคองมา มากันสองคนเท่านั้น เมื่อท่านจากไปแล้ว พวกเราจึงรู้สึกสูญเสีย “บุคคลที่ทรงคุณค่าสูงยิ่ง” ของชาวโพธารามไปแล้ว
นายแพทย์สมบูรณ์ นันทานิช
(รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ โรงพยาบาลโพธาราม)
ปล.
1. หลวงพ่อ หลวงลุง หลวงอา หลวงน้า หลวงปู่ หลวงตา หลวงพี่ เป็นการเรียก ลำดับ คล้ายๆว่าเป็นญาติกัน เทียบลำดับไหน โดยมากมักจะยกย่องให้มีฐานะสูงกว่า เพราะไม่เคย ได้ยินมีการเรียกว่า หลวงน้อง หลวงลูก หลวงหลาน หลวงเหลน ข้าพเจ้า ไม่ถนัดเรียก หลวงอา หลวงน้า หลวงลุง แต่ถนัดเรียก หลวงพ่อ หลวงปู่ หลวงตา เพราะที่เป็นญาติ ไม่ค่อยได้มีมาบวชนานๆ ไม่รู้จะนับญาติอย่างไร
2.หลวงพ่อทุย ต่อมา หลังจากท่านพระครูธรรมรัตนคุณ ได้มรณภาพลงแล้ว ท่านได้ย้ายไปเป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านฆ้อง บ้านเกิดของท่าน
อดีตเจ้าอาวาสวัดโพธาราม อดีตเจ้าคณะอำเภอโพธาราม
สมัยที่ข้าพเจ้าเด็กๆ เมื่อจำความได้ สถานที่กว้างขวาง เด็กๆวิ่งเล่นกันสนุกสนานก็คือ ที่หาดทรายโพธาราม และที่วัดโพธาราม ซอยตลาดสด สมัยนั้นยังไม่มี โครงการคุมกำเนิด มีเด็กมากมาย บ้านหนึ่งมีนับสิบขึ้นไป เป็นเรื่องธรรมดา เด็กในซอยตลาดสดข้าพเจ้าว่ามีนับร้อยๆคน
ที่วัดโพธาราม หลังป่าช้า มีเครื่องเล่นเด็ก เช่น ชิงช้า ที่ลื่น ไม่ทราบใครเอามาตั้งมีมานานเท่าไรก็ไม่รู้ แถวใต้ต้นพิกุล หน้าคณะใต้ เป็นบริเวณที่ร่มรื่น เป็นที่เล่นของพวกเรา
หลวงพ่อรัตน์ ทราบว่าเป็น “เจ้าคณะ” ใต้ เรือนแถวกุฎิไม้ อยู่ติดกับโรงเจซุ่นเทียนตั๊ว
มีหลวงพี่ประทีป (พระครูโพธิวราทร) ซึ่ง เป็นพระหนุ่มที่สุดสมัยนั้น อยู่คณะใต้ด้วย
หลวงพ่อหนู เป็น ”เจ้าคณะ” เหนือ เรือนแถวกุฏิไม้ อยู่ติดกับท่ารถจอด ซึ่งเป็น “ตึกกุฎิ” ในปัจจุบัน เวลาไปสวดมนต์พิธีที่บ้านต่างๆในตลาด จะมีหลวงพ่อรัตน์นำคณะไปเสมอ หลวงพ่อหนูท่านก็เป็นเจ้าอาวาส และเจ้าคณะอำเภอสมัยนั้น ท่านอายุมากแล้ว ไม่ค่อยได้ไป
ตอนเช้า หลวงพ่อรัตน์ จะนำคณะสงฆ์ออกบิณฑบาต ทุกวัน เป็นภาพที่งดงามติดตาติดใจข้าพเจ้ามาจนถึงปัจจุบัน(เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว) หลวงพ่อรัตน์ ท่านเป็นกันเองกับ ข้าพเจ้ามาก และเป็นกันเองกับทุกๆคน ใครที่ได้ไปกราบท่าน ก็จะได้สัมผัสถึงความเมตตาที่ท่านให้ อย่างเยือกเย็นและ ล้นเหลือ
ท่านเคยถามข้าพเจ้าในงานบุญที่วัดโพธาราม วันหนึ่ง ว่าภรรยาคนที่ไหน ข้าพเจ้าตอบว่า คนบ้านไผ่ ขอนแก่น ท่านว่าวลาว สวนมาทันที ว่าคน(ภาคอีสาน)บ้านเดียวกัน แล้วท่านก็ว่าวลาวตลอด ข้าพเจ้าไม่กล้าถามต่อว่า ท่านเป็นคนจังหวัดอะไร เพราะเห็นท่านอยู่โพธารามมาตั้งแต่ข้าพเจ้าจำความได้ (ท่านสุชัย (พี่ตุ้ย) บอก ไม่นานนี้ ว่าท่านเป็นคนตำบลดอนทราย)
ข้าพเจ้าเคยมาบวชหน้าไฟตอน อาม่าถึงแก่กรรม เมื่อปี พ.ศ. 2515 ท่านชรามากแล้วท่านมอบให้ หลวงพ่อทุย บวชให้ ท่านนั่งอยู่ข้างๆ ท่านแซวว่า เดี๋ยวพวกเณรทั้งหลายก็จะได้ซองกัน ไม่ต้องห่วงจะอดข้าวเย็น(เพราะเดี๋ยวก็สึกแล้ว) หลวงพ่อทุยท่านให้กรรมฐาน เกศา โลมา นขา ทันตา ตัจโจ ให้ท่องย้อนกลับไปกลับมา
ตอนท่านยังไม่ได้อาพาธมาก ข้าพเจ้าเคยไปกราบ ท่านจะอยู่ใกล้ชิดกับหลวงพ่อทุยตลอด ได้เคยปาวารณากับท่านว่าให้โทรตามได้ถ้าต้องการให้มาดูตรวจท่าน แต่ท่านไม่เคย ได้ตามข้าพเจ้าเลย (อาจเป็นเพราะท่านทราบว่าข้าพเจ้าเป็นสูติแพทย์ก็ได้ หรือมีแพทย์ท่านอื่นท่านตามมาดูอยู่แล้วก็ได้) ไม่เคยเห็นท่านเรียกรถพยาบาลไปรับท่านที่วัด ครั้งหนึ่ง ตอนที่ท่านชราภาพมากและอาพาธ ข้าพเจ้าเคยเห็นท่านมาโรงพยาบาลโพธาราม โดยมีหลวงพี่ประทีปประคองมา มากันสองคนเท่านั้น เมื่อท่านจากไปแล้ว พวกเราจึงรู้สึกสูญเสีย “บุคคลที่ทรงคุณค่าสูงยิ่ง” ของชาวโพธารามไปแล้ว
นายแพทย์สมบูรณ์ นันทานิช
(รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ โรงพยาบาลโพธาราม)
ปล.
1. หลวงพ่อ หลวงลุง หลวงอา หลวงน้า หลวงปู่ หลวงตา หลวงพี่ เป็นการเรียก ลำดับ คล้ายๆว่าเป็นญาติกัน เทียบลำดับไหน โดยมากมักจะยกย่องให้มีฐานะสูงกว่า เพราะไม่เคย ได้ยินมีการเรียกว่า หลวงน้อง หลวงลูก หลวงหลาน หลวงเหลน ข้าพเจ้า ไม่ถนัดเรียก หลวงอา หลวงน้า หลวงลุง แต่ถนัดเรียก หลวงพ่อ หลวงปู่ หลวงตา เพราะที่เป็นญาติ ไม่ค่อยได้มีมาบวชนานๆ ไม่รู้จะนับญาติอย่างไร
2.หลวงพ่อทุย ต่อมา หลังจากท่านพระครูธรรมรัตนคุณ ได้มรณภาพลงแล้ว ท่านได้ย้ายไปเป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านฆ้อง บ้านเกิดของท่าน
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)