วันจันทร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2552

มาตุคาม







มาตุคาม


พระที่มีชื่อเสียงหลายท่าน ได้ตกเป็นข่าวอื้อฉาว กับสีกา สุดท้ายท่านก็ต้องละพรหมจรรย์ ลาสิกขาบทในที่สุด เป็นที่น่าเสียดายยิ่งนัก โดยข้อเท็จจริง ถ้ารวมพระที่ไม่มีชื่อเสียง ที่ต้องลาสิกขาบทไป เพราะสาเหตุกับสีกา แต่ไม่เป็นข่าว ก็มีเป็นจำนวนไม่ใช่น้อย ในแวดวงผู้ปฏิบัติธรรม ถือว่าการเลิก ลด ละกิเลส เป็นเรื่องใหญ่ เรื่องยาก ที่ปุถุชนทั่วไปจะทำได้ บางคนทำได้ แต่บางเวลา บางเวลาเผลอไป ทำผิด ทำบาป ชั่วไปแค่ขณะจิตเดียว ทั้งที่ก่อนนี้เฝ้าเพียรประคับประคองจิตมาได้หลายสิบปี ท่านว่าเหมือนการพายเรือทวนกระแสน้ำ พอมาเจอสีกา (คู่กรรม) เกิดปิ๊งขึ้นมา เผลอสติพลาดไป ล่วงอาบัติปาราชิกเสียแล้ว หลวงปู่ชา ท่านบอกว่า จิตเราอยู่ใกล้นรก ใกล้นิพพาน แวบเดียวก็ตกนรก พระที่ปฏิบัติเพียรพยายามมานาน เมื่ออินทรีย์แก่กล้าสุกงอมเต็มที่ แวบเดียวก็นิพพานได้
พระพุทธเจ้า ประณามพระภิกษุที่เสพเมถุนเป็นโมฆะบุรุษ บัญญัติพระวินัย เป็นอาบัติขั้นรุนแรงที่สุดคือปาราชิก คือขาดจากความเป็นพระภิกษุทันที ตอนศาสนาพุทธไปถึงที่ญี่ปุ่นใหม่ๆ พระก็มีเมียไม่ได้ จนผ่านมาถึงสมัยศตวรรษที่ 12 พระที่เป็นปรมาจารย์เจ้านิกายโยโดชินชู(สุขาวดี) ชื่อท่านชินรันโชนิน(Shinran,พ.ศ.1716-1805) ท่านก็มีเมียทั้งๆที่ใส่จีวรอยู่ แรกๆไม่มีใครยอมรับ เกิดปฏิกิริยาทั่วไป ต่อมาก็เงียบหายไป จนถึงสมัย Meiji ตรงกับเราสมัยรัชกาลที่ 5มีการปฏิรูปการเมือง การปกครอง พระก็ปฏิรูปบ้างโดย พระมีเมียกันทั่วไป ใครๆ ก็รู้ ไม่มีใครกล้าว่า กลายเป็นวัฒนธรรมที่คนญี่ปุ่นยอมรับจนทุกวันนี้
พระภิกษุนิกายเซ็นที่ประเทศญี่ปุ่น ยอมศิโรราบต่อกามคุณ ไม่ต้องมาฝึกจิตใจให้ ลด ละเลิกความอยากในกามรส ยอมรับกันว่าพระมีเมียได้มานานหลายร้อยปี ในวัดก็จะมีกุฏิเจ้าอาวาส อยู่บริเวณที่เป็นสัดส่วน ห้ามใครมายุ่ง ท่านนอนกับเมีย มีลูกมีหลานสืบสกุลมาหลายชั่วคน ถึงเวลาสวดมนต์ เทศน์ให้ญาติโยมฟัง นั่งสมาธิ วิปัสสนา ก็ทำกิจของสงฆ์ไป ตกเย็นก็กลับมานอนกับภรรยาที่กุฏิ (คงต้องมีการทะเลาะเบาะแว้งกันบ้างแหละ ตามธรรมดาของผัวเมีย) ลูกชายคนโต ก็มักจะบวชตามพ่อ แรกๆก็จาริกไปศึกษาตามวัดต่างๆ พอบารมีแก่กล้าก็มาอยู่วัดที่พ่อเป็นเจ้าอาวาสอยู่ แล้วก็เป็นรองเจ้าอาวาส พอพ่อตายก็เป็นเจ้าอาวาสต่อ เป็นเช่นนี้มานาน ชาวบ้านก็ไม่ว่าอะไร มาทำบุญตามปกติ
ถ้าเป็นเมืองไทย เป็นเรื่องใหญ่ ต้องแจ้งความ เรียกตำรวจ และชาวบ้านมาปิดล้อมกุฏิ ตอนบุกเข้าไป ก็ต้องเอากล้องมาถ่ายรูปเป็นหลักฐาน ไว้ฟ้องเจ้าคณะตำบล ถ่ายรูปคนหัวโล้นแก้ผ้า กำลังนอนกับผู้หญิงเปลือย ลงหนังสือพิมพ์หน้า 1 แล้วก็ไปสัมภาษณ์เจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ ว่าสึกหรือยัง ยอมสึกหรือไม่ หนังสือพิมพ์ก็ขายดี มีคนแก้ผ้าลงปกหน้า 1 ไม่ต้องเสียเงินค่านายแบบ นางแบบ ข่าวแบบนี้ดูจนเบื่อ แต่พอมีอีก คนก็ยังชอบดู ข่าวก็ยังขายได้
ท่านอาจารย์เสถียร โพธินันทะถือว่าพระญี่ปุ่นไม่ใช่พระภิกษุในความหมายที่ชาวพุทธในประเทศไทยเข้าใจกัน แต่เป็นแค่เพียงอุบาสกเท่านั้น ความเป็นจริงไม่มีพระภิกษุในญี่ปุ่นมานานหลายร้อยปีแล้ว (ตั้งแต่ที่มีเมียกันนั่นแหละ คือปาราชิกกันหมดแล้ว) จะแต่งตัวโกนหัวกันอย่างไรก็ไม่ใช่พระ ก็มีฐานะเป็นแค่อุบาสกที่ศรัทธาในพระศาสนา ปฏิบัติกิจในเรื่องบางอย่างที่เป็นของสงฆ์ เช่นศึกษา เผยแพร่ธรรมะให้กับประชาชน ก็ถือว่าเป็นการสืบอายุพระศาสนาทางหนึ่ง ยังดีกว่าในประเทศอินเดีย เมืองต้นกำเนิดของศาสนาพุทธ ที่แทบไม่มีใครกล่าวถึงคำสอนของศาสนาพุทธกันแล้ว บางท่านว่า “พระ” ญี่ปุ่นยังศึกษาธรรม มากกว่าพระไทยจำนวนไม่ใช่น้อย และการที่ “พระ”ญี่ปุ่นเป็นแค่อุบาสก ก็ไม่ใช่ห้ามมรรคผล แม้แต่นางวิสาขามหาอุบาสิกา ท่านบรรลุธรรมขั้นโสดาบันตั้งแต่อายุได้เพียง 7 ขวบ ตามประวัติ ท่านก็แต่งงานมีลูกหลานมากมาย ลูกหลานตายก็เสียใจ ร้องห่มร้องไห้เช่นคนทั่วไป
พระไทยที่เสพกามท่านหนึ่งให้สัมภาษณ์หลังถูกจับสึกแล้วว่า ท่านไม่ผิดหรอกเพราะ ก่อนร่วมเพศ อาตมาขออธิษฐานสึกเป็นฆารวาสแล้ว เสร็จกิจแล้วก็อธิษฐานบวชใหม่ โดยสรุปอาตมาก็ไม่ผิดเพราะขณะเป็นพระก็ไม่ได้มีเพศสัมพันธ์ มีเฉพาะตอนเป็นเพศฆารวาส อาจเรียกพระกลุ่มนี้ได้ว่าเป็นพระเวลากลางวัน กลางคืนเป็นฆารวาส เช้าบวชเย็นสึกทุกวัน
การมีเพศสัมพันธ์ถือเป็นกิจกรรมตามธรรมชาติของสัตว์โลกทั้งหลายรวมทั้งคนด้วย เช่นเดียวกับ การกิน การถ่ายอุจจาระปัสสาวะ การนอนหลับ ธรรมชาติกำหนดให้มีเพื่อสืบพันธ์ เกิดการผสมกันของ DNA ของสัตว์ เกิดลูกหลานที่แข็งแรงขึ้น ตัวที่อ่อนแอ จะสืบพันธ์ยาก และสูญพันธ์ในที่สุด ตัวที่แข็งแรงก็จะสืบพันธ์ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ สิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกับการสืบพันธ์คือ ความสุขในการมีเพศสัมพันธ์ หรือ อาจเรียกว่ารสชาติในการสืบพันธ์ หรือกามรส กามรสนี้ ท่านอาจารย์พุทธทาสสอนว่า เป็นรางวัลที่ธรรมชาติให้กับสัตว์โลกเพื่อให้มันสืบพันธ์ ไม่เช่นนั้นสัตว์โลกจะไม่ยอมสืบพันธ์กัน ระยะหลังเทคโนโลยี่การเจริญพันธ์ก้าวหน้า มีการคุมกำเนิดหลายวิธี คนเราส่วนใหญ่ก็เสพกามรสกันได้อย่างเต็มที่ โดยไม่เกี่ยวกับการสืบพันธ์แต่อย่างไร เกิดมีธุรกิจค้ากาม ทั้งในประเทศ และระหว่างประเทศ เป็นมูลค่านับแสนๆล้านบาทต่อปี เกิดการเอาเปรียบทางเพศ ค้าผู้หญิง ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจนอกกฎหมาย เป็นธุรกิจเก่าแก่มีมานมนานหลายพันปี เกิดการระบาดของกามโรคและโรคเอดส์
เมื่อมนุษย์เสพกามแล้ว ก็ติดใจ เกิดการพัฒนาเป็นกามศาสตร์ เกิดศิลปกรรม รูปปั้น ภาพวาด ภาพแกะสลัก ภาพถ่าย ที่สะท้อนถ่ายทอดความรู้สึกของเขาเหล่านั้น การเสพกามสามารถมีท่าทางพลิกเพลงได้ร้อยแปดประการ เสพได้ทุกเวลา ทุกฤดูกาล ทุกสถานที่ ว่ากันว่า ยานอวกาศที่โคจรนอกโลก มนุษย์อวกาศ ก็ขึ้นไปทดลองเสพกามกันมาแล้วถือเป็นงานวิจัยอันหนึ่ง การไปฮันนี่มูนบนยานอวกาศคงได้ดูข่าวกันในอีกไม่นาน
จากประวัติพระเกจิอาจารย์ที่ปฏิบัติธรรม จนประสบความสำเร็จในการละกิเลสโดยสิ้นเชิง หลายท่าน จนเป็นที่ยอมรับของประชาชนทั่วไปและท่านก็ได้มรณภาพแล้ว ได้บรรยายเล่าประสบการณ์การเอาชนะกิเลสให้ลูกศิษย์ฟัง ในการต่อสู้กับกิเลสกาม ว่าเป็นเรื่องที่ดุเดือด แหลมคม อันตรายมาก บางท่านผ่านด่านนี้มาได้อย่างหวุดหวิด เรียกว่า เกือบ “เสร็จ” มาตุคาม (หมายถึงเพศหญิง ทางกลับกันถ้าเป็นนักปฏิบัติธรรมหญิง มาตุคามก็เปลี่ยนเป็นบุรุษ ผู้หญิงก็ฝ่าด่านบุรุษยากไม่แพ้กัน) ไปแล้ว
บางตัวอย่างที่เล่ากันมาได้แก่
“เดินจงกรมอยู่ อวัยวะเพศแกว่ง ไปเสียดสีกับจีวร ทำให้อวัยวะเพศแข็งตัวชี้ชัน ยิ่งเดินยิ่งเสียดสี ยิ่งแข็ง ต้องยกจีวรขึ้นไว้ที่เอว ไม่ให้เสียดสี จากนั้นจึงค่อยๆหดตัวลง”
“ระหว่างนั่งสมาธิ ก็เห็นนิมิตเป็นรูปอวัยวะเพศหญิง วนเวียนรอบๆตัว
“ระหว่างบิณฑบาต สีกาที่ตักข้าวใส่บาตรพระเรียบร้อยแล้ว กลับเปิดผ้าถุงให้พระดูอวัยวะเพศ ท่านต้องรีบ ธุดงค์หนีไปที่อื่นทันที”
“สีกา มาถวายอาหารที่กุฎิทุกวัน เล่นหู เล่นตากับพระ”
“ก่อนบวชเคยไปงานศพเพื่อนคนหนึ่ง ปรากฏว่าตกกลางคืน ภรรยาเพื่อนที่พึ่งเป็นหม้ายแก้ผ้าเข้ามานอนข้างๆ “
เป็นพระไทย ถ้าพลาดในเรื่องนี้ ก็ต้องประสบกับหายนะ(Disaster) ตามข่าวที่เกิด บางคนไม่เข้าใจ หาว่าพระตั้งกฎเกณฑ์รังเกียจสตรีเพศ เช่นตรงนี้ ผู้ชายขึ้นมาได้ ผู้หญิงห้ามขึ้น เป็นการกดขี่ทางเพศ เอาเปรียบผู้หญิง ที่จริงแล้ว พระมีกฎเกณฑ์เพื่อปกป้องพรหมจรรย์ของพระที่ยังละกิเลสไม่ได้ แม้กระนั้น ขนาดนี้ พระก็ยัง “ถูกสิงโตกิน” ไปเสียมิใช่น้อยเลย
พระพุทธองค์ทราบดีถึงอันตรายของมาตุคาม ท่านตรัสเตือนสติ ภิกษุสาวกเกี่ยวกับการคลุกคลีในสกุลเกินควร ว่ามีโทษถึง 5 ขั้นตอน กล่าวคือ
ทำให้ต้องเห็นมาตุคามเนืองๆ๑
เมื่อมีการเห็น ย่อมมีการเกี่ยวข้อง๑
เมื่อมีการเกี่ยวข้อง ย่อมมีการคุ้นเคย๑
เมื่อมีการคุ้นเคย ย่อมมีจิตจดจ่อ๑
เมื่อมีจิตจดจ่อแล้ว พึงหวังผลคือเธอไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ จักต้องอาบัติเศร้าหมอง หรือจักบอกคืนสิกขาลาเพศ๑
พระอานนท์ ถามพระพุทธเจ้าถึงข้อปฏิบัติในมาตุคาม พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า
“การไม่เห็น อานนท์”
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อการเห็นมีอยู่ จะพึงปฏิบัติอย่างไร
“การไม่เจรจา…อานนท์”
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อต้องเจรจา จะพึงปฏิบัติอย่างไร
“พึงตั้งสติไว้…อานนท์” (ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม 10)
ในปัจจุบันกลุ่มคนที่เข้าวัดอุปัฏฐากพระ พบว่ากว่า 80 % เป็นผู้หญิงทั้งนั้น ทำอาหารถวาย จัดทำของเครื่องใช้ที่จำเป็นแก่พระ แม้แต่การทำบุญด้วยเงิน ผู้หญิงก็มีจำนวนมากกว่าชายมาก การเห็นกันทุกวัน การใกล้ชิดช่วยเหลือรับใช้กัน เป็นปัจจัยที่มีพลังมาก การเห็นหมอผู้ชาย แต่งงานกับพยาบาลมากมาย จึงเป็นเรื่องธรรมดา เช่นเดียวกับพระ มีสีกามาใกล้ชิด
ถ้าไม่นับคนที่มาปลอมบวชหรือมาบวชเพื่อหวังลาภสักการะ คนที่ตั้งใจมาบวชเพื่อละเลิกกิเลสจริงๆแล้วพลาดไป แล้วล้มเหลวในชีวิต อย่างสิ้นเชิง เป็นเรื่องที่น่าเสียใจมาก ไม่ควรซ้ำเติม เป็นเรื่องน่าให้อภัยอย่างยิ่ง ไม่ควรประจานต่อสาธารณะ และเหตุการณ์เหล่านี้สอนให้รู้ว่า การทำความดี ลดละเลิกกิเลส ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เป็นงานหนักที่แม้ชั่วชีวิตนี้ ก็คงไม่แล้วเสร็จง่ายๆเลยทีเดียว.
๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๔

วันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2552

เดล คาร์เนกี

เดล คาร์เนกี
( ตาย 1 พย 2498 อายุ 67 ปี)
เขียนหนังสือ 7 เล่ม
1.วิธีชนะมิตร และจูงใจคน
2.วิธีชนะทุกข์และสร้างสุข
3.ลิงคอล์น มหาบุรุษ
4.ชีวิตพิศดารของบุคคลเรืองนาม
5.ชีวประวัติห้านาที
6.ชุมนุมชีวประวัติ
7.การพูดในที่ชุมนุม

วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2552

Where are we?

ในปัจจุบัน เวลาจ่าหน้าซองถึงตัวเองเขียนว่า
กรุณาส่ง
นาย Saturn Boon
บ้านเลขที่ 00 ถนน bbbbb
อำเภอaaaa จังหวัดbbbb
รหัสไปรษณีย์ 00000
ก็ถึงแล้ว ถ้าส่งจากต่างประเทศ ก็ต้องมี Thailand ด้วย
ถ้าจะให้ เวอร์ ๆ แปลกๆ เพี้ยนๆทันความรู้ปัจจุบัน(Update) ทางดาราศาสตร์หน่อยก็ให้จ่าหน้าซองว่า
นายSaturn Boon
บ้านเลขที่ oo ถนนooooooo
อำเภอoooo จังหวัดooooo
รหัสไปรษณีย์ ooooo Thailand
SouthEastAsia region Asia Continent
โลก Earth สุริยจักรวาล(Solar system)
แขนออไรน์(นายพราน) ทางช้างเผือก(Milky way galaxy)
กระจุกดาราจักรประจำถิ่น (The Local Cluster of Galaxy)
มหากระจุกดาราจักรเวอร์โก้ (Virgo Supercluster)

ราวสี่ร้อย ปีก่อนหน้าน้ี้ (ค.ศ.1610) นพ.กาลิเลโอ กาลิเลอิ เพิ่ง ถูกประมุขของศาสนาหนึ่ง จับขังคุก จนตายในคุก ฐาน เชื่อและ สอนคนทั้งหลายให้เชื่อว่าโลกกลม โลกไม่ได้เป็นศูนย์กลางของจักรวาล ตามคัมภีร์หลัก คำสอนของศาสนานั้น ดวงอาทิตย์ต่างหากที่เป็นศูนย์กลางของจักรวาล ไม่ใช่โลก ปัจจุบันน้ี้ กล้องโทรทัศน์อวกาศ ฮับเบิ้น เปิดโลกความรู้ในจักรวาลอันกว้างใหญ่หาที่สุดมิได้ออกมาให้ชาวโลกเห็น ว่า เราอยู่ตรงไหน อยู่อย่างไรในอวกาศ
ทางช้างเผือกที่โบราณ ว่าเป็นทางน้ำนม(Milky Way) ของสรวงสวรรค์นั้นหรือทางช้างเผือกที่ โกโบริ กับอังสุมาลิน อยากจะไปเกิดพบกันในชาติหน้านั้นกลายเป็นหมู่ดาวที่อยู่รวมกันหลายล้านๆๆๆดวง มีความยาวจากปลายหนึ่งถึงอีกปลายหนึ่ง ถึง 100,000 ปีแสง
ฝ้าขาวๆบนท้องฟ้า และดวงดาว กลายเป็นกาแลคซี่ อื่นๆแบบทางช้างเผือกอีก นับไม่ถ้วน
ล้านๆๆๆกาแลคซี่ กาแลคซี่ข้างเคียงเรา ชื่อ แอนโดรมีดา อยู่ห่างจากเราเพียง 2.2 ล้านปีแสง
กำลังเคลื่อนตัวเข้าหา กาแลคซี่ของเรา ด้วยความเร็ว 140 กมต่อวินาที นักดาราศาสตร์คำนวณแล้ว อีกประมาณ 3000 ล้านปี จะชนกับกาแลคซี่ทางช้างเผือก จะใช้เวลาชนกัน ประมาณ 1300 ล้านปี
จากนั้นก็จะรวมกันเป็น กาแลคซี่เดียวกัน เราจะเห็นมันใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเราหนังเหนียวเป็นอมตะ
(อยู่ในพรหมโลก) เวลาท่ี่มาชนกัน จะเห็นเป็นทางสว่างพาดข้ามขอบฟ้า เห็นชัดเจนแม้ในเวลากลางวัน แต่เสียใจด้วย อดดู ต้องไปหาโลกอื่นดู เพราะ ในเวลานั้น ดวงอาทิตย์เรา หมดอายุไขแล้ว กำลังจะดับ ซึ่งจะพองขึ้นเรื่อยๆ กลืนดาวพุธ ดาวศุกร์ ดาวโลก ดาวอังคารไปเรียบร้อยแล้ว
หลังจากชนกัน แต่งงานกันเป็น กาแลคซี่เดียวกันแล้ว หลุมดำ Blackholeที่ใจกลางกาแลคซีทางช้างเผือก จะ Upgrade ตัวเองเป็น Active Galaxy เขาแปลว่า ดาราจักรกัมมันตะ ใจกลางของมัน จะ Upgrade ตัวเองเป็น Supermassive blackhole ซึ่งเปล่งพลังงานมหาศาลออกมา เรียกว่า ควอซ่า (Quazar)และ เบลซ่า (Blazar)
Quazar ปล่อยพลังงาน หนึ่งร้อยล้านอีเลคตรอนโวลท์
Blazar ปล่อยพลังงาน หนึ่งล้านล้านอีเลคตรอนโวลท์
รอบๆหลุมดำ Supermassive จะมี Accretion disk(จานรวมมวล) ขนาด 4-6 ชั่วโมงแสง เชื่อว่าเป็นกระจุกดาวที่อัดแน่นกันมากมหาศาล กำลังถูกดูดเข้าไปในหลุมดำนั้น
นักบินอวกาศ ที่โคจรรอบโลก จะเห็นโลกของเรา สวยงามเป็นสีน้ำเงิน (Blue planet) เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นมหาสมุทร ส่วนที่เป็นสีน้ำตาลก็เป็นพื้นดิน มีเมฆขาวๆกระจายทั่วไป
ณ ที่แห่งนี้ที่เราอาศัย กิน อยู่หลับนอนทำกิจกรรม กันมากมาย มานานหลายล้านปี ดิ้นรน ต่อสู้เพื่อให้ได้สิ่งที่ตนเองต้องการ เข่นฆ่ากันในรูปแบบต่างๆ ทั้งฆ่ากันจริงๆในสงคราม และเบียดเบียนกันในรูปแบบของระบบเศรษฐกิจต่างๆ คนที่แพ้ ต้องยอมตนเป็นหนี้ เป็นทาส สูญเสีย ลูกเมียไปเป็นโสเภณี คนที่ชนะ ก็ตกเป็นทาสกิเลส กามตัณหา ก็พยายามขวนขวาย หาทรัพย์ ทั้งทางที่ถูก และทางที่ผิด อย่างไม่มีวันพอ ไม่มีวันสิ้นสุด แน่ละก็ไม่พ้นต้องเบียดเบียน คนอื่น ,สังคม, โลก เพื่อให้ตนเอง ครอบครัว พวกพ้องได้เสวยกามสุขเหล่านี้ ไปจนกว่าจะตาย
นักอุตุนิยม ก็บอกว่าโลกเราร้อนขึ้นทุกวัน เพราะมีการเผาผลาญพลังงานกันมากขึ้นเรื่อยๆ ในอัตรานี้ อีก 50 ปีน้ำมันหมดโลกแน่นอน ไอแซค อซิมอฟ นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ชื่อดังท่านหนึ่ง ท่านทำนายว่ามนุษย์เราต้องอพยพไปอยู่โลกอื่นเนื่องจาก โลกนี้จะถูกปกคลุมด้วยกัมมันตภาพรังสี ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดจะอยู่ได้ จะเกิดจากใครได้ละ ถ้าไม่ใช่พวกที่มีอาวุธปรมาณูทั้งหลาย ในทุกวันนี้
เห็นเด็กๆเกิดขึ้นทุกวัน ก็รู้สึกสงสาร คนรุ่นเราก็กำลังทำลายสภาพแวดล้อมอย่างหนัก ให้ คนรุ่นลูกเราอยู่ลำบาก ไม่มีใครสนใจใคร ทุกคนต้องการมากๆ ต้องการเสพกามให้เลิศกว่าใคร ไม่ยอมแพ้ใคร Self–oriented . Not Earth,social-oriented.

วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2552

นโยบายผู้ตรวจราชการกระทรวง เขต ๔เรื่องจริยธรรม

นโยบายผู้ตรวจราชการกระทรวง เขต ๔
แพทย์หญิง วิลาวัณย์ จึงประเสริฐ
เรื่องจริยธรรม

"จริยธรรมเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก เป็นเรื่องใหญ่
เป็นคุณธรรมพื้นฐาน ที่เจ้าหน้าที่ สาธารณสุขทุกคนต้องมี
เพราะ ประชาชนไว้ใจให้เราทำอะไรกับร่างกายเขาได้ตั้งแต่หัวจรดเท้า
จะต้องนำมาใช้ปฏิบัติในการทำงานในชีวิตประจำวันได้เป็นรูปธรรม
มีตัวอย่างสิ่งที่สะท้อนถึง จริยธรรมพื้นฐานที่ไม่ได้นำมาปฏิบัติ
เช่นการที่ หนังสือพิมพ์ ถ่ายรูปตีพิมพ์ภาพผู้ป่วยที่อยู่ในสภาพที่ไม่เหมาะสม
ปรากฎออกไปในที่สาธารณะ ผู้ป่วยทุกคน มีศักดิ์ศรียามที่เขาปกติ
เขามีภาพลักษณ์ที่ออกสู่สาธารณะอย่างสมฐานะ แต่เรากลับปล่อยให้มีการถ่ายภาพเขา
ในสภาพนั้นออกไปได้อย่างไร
อีกตัวอย่างหนึ่ง
มาจากเรื่องร้องเรียน ผู้ป่วยมาหาด้วยเรื่องบาดเจ็บ มีเลือดออกไหลตลอดเวลา
แทนที่จะรีบจัดการดูแลให้เขา กลับบอกว่าให้นั่งรอก่อน จะไปรับประทานอาหารเที่ยงก่อน
เสร็จแล้วจึงจะมาดูให้ อย่างนี้ เป็นปัญหาเรื่องจริยธรรม ที่ไม่มี หรือมีแต่ไม่นำมาปฏิบัติ
คุณธรรมของกระทรวงสาธารณสุข ต้องการให้ประชาชน อยู่กันอย่างมีความสุข
เป็นสังคมแห่งความสุขให้พวกเราทุกคนช่วยกัน"
(ความตอนหนึ่ง จากคำกล่าวในพิธีเปิดการประชุม วิชาการ ชมรมจริยธรรม เขต ๔
ที่โรงแรม อู่ทอง แกรนด์ จังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อวันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๕๒)

วันพุธที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ศิลปในการพูดโทรศัพท์

ศิลปในการพูดโทรศัพท์
(จากเอกสารขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย)

-ควรพูดด้วยน้ำเสียงปกติ ชัดเจน นุ่มนวล แสดงถึงความสุภาพ และมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการกล่าวประโยคแรก ควรแจ้งข้อมูลให้ถูกต้องและครบถ้วน
-ไม่พูดเร็วหรือช้า ดัง หรือเบาเกินไป
-ใช้ถ้อยคำที่สุภาพและเหมาะสม เลือกสรรคำพูดจำเป็นมาใช้ให้ติดปาก เช่นขออภัย ขอโทษ ขอบคุณ สวัสดี ฯลฯ
-ขณะใช้โทรศัพท์ควรฝึกอารมณ์ให้สงบ ร่าเริง มีความอดทน
-ไม่ควรผูกขาดการพูดแต่ฝ่ายเดียว
-เป็นผู้ฟังที่ดี ไม่ขัดจังหวะและควรตอบรับ(ครับ/ค่ะ)เป็นระยะๆ เพื่อแสดงความสนใจในเรื่องที่อีกฝ่ายหนึ่งกำลังพูด
-ตัดบทจบการพูดอย่างนุ่มนวล ในเวลาอันสมควรโดยย้ำเรื่องที่ติดต่อด้วยข้อความสั้นๆ
-ยิ้มให้เครื่องโทรศัพท์เหมือนยิ้มให้บุคคลที่เราพูดคุยด้วย ควรสร้างความรู้สึกว่ามีผู้ฟังมาฟังอยู่ตรงหน้า
-รับโทรศัพท์ด้วยคำว่า ‘สวัสดี’ แทน ‘ฮัลโหล’
-กล่าวคำ’ขอโทษ’ ทุกครั้งที่ต่อผิด
-ผู้รับควรวางหูทีหลัง
-วางหูอย่างนิ่มนวล ควรแน่ใจว่าอีกฝ่ายหนึ่งเลิกพูดแล้ว
ข้อพึงหลีกเลี่ยง
-ไม่ควรวางหูกลางคันก่อนจบการพูด และอย่าปล่อยให้ผู้เรียกต้องคอยนาน
-ไม่อมหรือขบเคี้ยวสิ่งใดขณะพูดโทรศัพท์ และพยายามอย่าให้เสียงอื่นเข้ามาแทรกหรือรบกวน
-ไม่ล้อเลียน เยาะเย้ยผู้ที่ติดต่อมา ไม่โกรธง่าย ไม่แสดงคำพูดหรืออารมณ์ที่ไม่สุภาพในขณะรับโทรศัพท์
-ไม่ควรใช้โทรศัพท์พูดกิจธุระส่วนตัวเป็นเวลานาน หากต้องใช้ร่วมกับผู้อื่น
-อย่าปล่อยให้มีเสียงโทรศัพท์เรียกนานจนเป็นที่น่ารำคาญ ควรเอื้อเฟื้อรับโทรศัพท์แทนผู้อื่น

จีนอัปลักษณ์

จีนอัปลักษณ์
นำใจความมาจากหนังสือเรื่องจีนอัปลักษณ์ ไป๋เอี๋ยง ผู้ประพันธ์ ส.สุวรรณ ผู้แปล
เรื่องนี้ตีพิมพ์ได้ทั้งในไต้หวันและจีนแผ่นดินใหญ่ หลายสิบครั้ง จึงไม่ใช่หนังสือต้องห้ามแต่อย่างไร ปกติคนจีนจะเป็นคนที่ขี้โม้โอ้อวด แต่มองไม่เห็นความบกพร่อง ความไม่ดีของตนเอง ใครมาจี้จุดบอดนี้ก็จะกลายเป็นคนที่ไม่รักชาติจีน เป็นคนที่ทรยศต่อพวกเดียวกัน ดังเช่นผู้ประพันธ์ ท่านนี้ต้องถูกจับติดคุกที่ไต้หวัน 9 ปี ชื่อจริงชื่อ กัวอีต้ง เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1920 ที่อำเภอฮุย มณฑลเห่อเป่อ เรื่องนี้ด่าคนจีนได้อย่างเจ็บแสบ แต่ด่าด้วยความสุจริตใจ ต้องการติเพื่อก่อ ต้องการเห็นประเทศจีนเจริญก้าวหน้า
บทความนี้อาจมีประโยชน์ในแง่ที่ให้หันมามองจุดอ่อนของคนไทยด้วยความเป็นธรรม อะไรที่ไม่ดีทำให้คนไทยไม่เจริญก็ว่ากันมาได้ ไม่ต้องกลัวว่าจะกลายเป็นไม่รักคนไทยด้วยกัน หรือทรยศต่อชาติ ไม่เอาแต่ คุยโตโอ้อวดอวดว่า ไทยเราดีอย่างโน้นอย่างนี้ แง่ที่บกพร่อง ไม่ได้เรื่องได้ราวไม่ยอมเอามาพูด และคนไทยที่เชื้อสายจีน ก็จะมองเห็นด้านอีกด้านที่ไม่ดีด้วย
1.คนจีนเป็นคนขี้โม้ คุยโต ชอบโอ้อวด ว่าชาติตัวเอง เป็นชาติ ยิ่งใหญ่ เก่าแก่ ศิวิไลย์ เจริญมาก่อนชาติอื่นๆในโลก มีประวัติศาสตร์ยาวนานที่สุด ไม่มีชาติอื่นจะเทียบได้ จริงๆแล้วเป็นเพียงโกหกคำโต
2.มีวัฒนธรรมที่น่ารังเกียจ คือ สกปรก ยุ่งเหยิง วุ่นวาย หนวกหู(ชอบพูดคุยกันเสียงดัง ไม่เกรงใจคนอื่น)
3.ไม่มีความสามัคคีกันในหมู่คนจีนด้วยกัน อยู่คนเดียวจะเก่ง พอรวมกลุ่มกันก็เอาแต่ทะเลาะกัน เกี่ยงกันทำงาน ตามคำพังเพยที่ว่า “พระสงฆ์รูปหนึ่งหาบน้ำกิน พระสงฆ์สองรูปหิ้วน้ำกิน พระสงฆ์สามรูปไม่มีน้ำกิน” “คนจีนหนึ่งคนเป็นมังกร คนจีนสามคนรวมกันเป็นหมู เป็นหนอน คนญี่ปุ่น หนึ่งคนเป็นหมู คนญี่ปุ่นสามคนรวมกันเข้าเป็นมังกร”
4.ไม่มีความเป็นประชาธิปไตย ลงมติกันแล้ว ก็ต่างคนต่างทำ ไม่ร่วมมือกัน
5.ทำผิดแล้วไม่ยอมรับผิด กลับทำความผิดเพิ่ม เพื่อกลบความผิดเดิม
6.ชอกโกหก ปากกับใจไม่ตรงกัน เช่น ถามกินเข้าแล้วหรือยัง ถึงยัง ก็ต้องบอกกินแล้วทำให้คาดเดายากว่ากำลังคิดอะไรอยู่ สิ้นเปลืองความคิดจิตใจในการคาดเดา
7.ชอบผูกอาฆาต ชอบล้างแค้นกัน อย่างไร้สาระ สามชั่วคนยังล้างแค้นกันไม่จบ ดังเช่นหนังกำลังภายในที่เราชอบดูกัน หลายเรื่องเป็นเรื่องของการล้างแค้นแทนพ่อแม่ปู่ย่าตายาย รุ่นลูกไม่รู้จักกันมาก่อนต้องมาฆ่ากัน
8.มีจิตใจคับแคบทำให้ คนจีนมีนิสัยออกเป็นสุดขั้ว สองขั้วคือ หนึ่งดูถูกตนเอง สูญเสียการรักศักดิ์ศรีตนเอง เกิดวัฒนธรรมประจบสอพลอ จนน่ารังเกียจ สอง ยะโสโอหัง ดูถูกคนอื่น ว่าเป็นแค่ขี้หมาก้อนหนึ่งไม่มีค่าควรแก่การชำเลืองมอง
10.ไม่กล้าใช้วิจารณญาณที่เป็นอิสระ แยกแยะไม่ออก ในความดีความชั่ว ผิดถูก

กาลิเลโอ กาลิเลอิ(Galileo Galilei)

นพ.กาลิเลโอ กาลิเลอิ เป็นชาวอิตาลี เกิดวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1564 ที่เมือง ปิซา ที่ตั้งของหอเอนเมืองปิซา เป็นลูกคนโตของ นายวินเซนชิโอ กาลิเลอิ ซึ่งเป็นนักดนตรีที่มีชื่อเสียงแต่ยากจน จึงต้องทำอาชีพค้าขนสัตว์เป็นอาชีพเสริม แม่ชื่อจูเลีย มีพี่น้องรวมกันทั้งหมด 7 คน พ่อเป็นคนรักการศึกษา เจียดเงินส่งลูกเรียน เด็กรุ่นเดียวกันไม่มีใครได้เรียน ออกทำงานกันหมด เข้าโรงเรียนตั้งแต่อายุ 9 ปี พ่ออยากให้ลูกเรียนหมอ ยอมอดอยาก สละเงินที่มีส่วนมาก ส่งให้เรียน ทั้งๆที่ภรรยาต่อว่าตลอดว่า ทำไมไม่ให้ออกมาช่วยทำงานช่วยกันเลี้ยงน้องอีกตั้ง 6 คน แต่พ่อก็ไม่ยอม ขยันหาเงินมากขึ้น อดออมมาให้ลูกคนนี้ได้เรียน
ตอนอยู่โรงเรียนก็เรียนภาษาลาติน ภาษากรีก วิชากลของปิธากอรัส คณิตศาสตร์ ปรัชญาแนวคิดของอริสโตเติ้ล(มีทั้ง ปรัชญา คณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ อุตุนิยมวิทยา ชีววิทยาและการเมือง ฯลฯ) ชอบเถียงครู ที่สอนตามที่เชื่อๆกันมาแต่โบราณโดยไม่ได้พิสูจน์ มีฉายาตอนอยู่มหาวิทยาลัย ว่า นักโต้เถียง ทฤษฏีที่เขาโต้อริสโตเติ้ลจนมีชื่อเสียงหลังการพิสูจน์ว่าเขาถูกคือการพิสูจน์ ความเร็วการตกของของสองสิ่งที่มีมวลต่างกันว่าเท่ากัน คือความเร็วไม่ได้แปรผันตามมวลตามที่อริสโตเติ้ลว่าไว้ ค้นพบกฎการแกว่งของลูกตุ้มตั้งแต่อายุเพียง 19 ปี จนครูบาอาจารย์ คนทั้งเมืองยอมรับ เรียนยังไม่จบพ่อก็หมดเงินส่งเสีย ก็สมัครเป็นอาจารย์บรรยายหน้าชั้นเรียนตั้งแต่ยังเรียนไม่จบและหารายได้พิเศษเป็นหมอไปตรวจคนไข้ตามบ้าน กลางคืนค้นคว้าอ่านหนังสือจนแตกฉาน คิดค้นทฤษฎีอีกมากมาย เมื่อรวบรวมนำเสนอได้รับการยอมรับจากวงการนักวิทยาศาตร์ทั่วไปในสมัยนั้น ได้รับเชิญเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยตั้งแต่อายุเพียง 25 ปี ได้ออกโรงโต้แนวคิดของอริสโตเติ้ลมาตลอด โดยเน้นหนักเรื่องการทดลองพิสูจน์ความจริง ไม่ใช่เชื่อกันตามๆกันมา ต่อๆมา ปี ค.ศ.1591 บิดาตาย เขาเสียใจมาก เขาต้องรับภาระเลี้ยงดูแม่และน้องอีก 6 คน ดิ้นรนจนได้ย้ายไปเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ปาดัว มีเงินเดือนเพิ่ม 3 เท่า
เรื่องที่กระเทือนสถานภาพของเขา และนำเป็นสู่การถูกกักขังคือเรื่องทฤษฎีเรื่องศูนย์กลางของจักรวาล เขาเชื่อแบบนิโคลัส โคเปอร์นิคัส (เคยเป็นนักศึกษาแพทย์ที่มหาวิทยาลัยปาดัวแห่งนี้) ว่า โลกไม่ใช่ศูนย์กลางของจักรวาลตามที่เชื่อกันมาตามคัมภีร์ไบเบิ้ล ดวงอาทิตย์ต่างหากที่เป็นศูนย์กลางของจักรวาล ซึ่งในยุคนั้นการประกาศความเชื่อเรื่องนี้ถือว่าต่อต้านคริสตจักรที่กรุงโรม จะต้องถูกลงโทษหนักขนาดเผาให้ตายทั้งเป็น เช่นบาทหลวงจิออร์ดาโน บรูโน สอนเรื่องนี้ตรงข้ามกับคริสตจักรสอน ถูกตัดสินให้เผาให้ตายทั้งเป็น การค้นพบกล้องดูดาวในฮอลแลนด์ ทำให้กาลิเลโอมองเห็นสภาพความเป็นไปในท้องฟ้าได้แจ่มชัดขึ้น เขาเห็นดาวจันทร์บริวารของดาวพฤหัส 4 ดวง เห็นวงแหวนดาวเสาร์ เห็นจุดดับในดวงอาทิตย์ (ซึ่งการดูดวงอาทิตย์ทำให้เขาตาบอดในช่วงปัจฉิมวัย) เห็นภูเขาบนดวงจันทร์ เขาได้ตีพิมพ์การค้นพบของเขาในปี ค.ศ. 1610 ปีต่อมาเขาถูกสันตะปะปาเปาโลที่ 5 เรียกพบพิจารณาในศาล แล้วสั่งลงโทษเขา โดยห้ามพูดและตีพิมพ์เผยแพร่เรื่องนี้ ต่อมาเขาตีพิมพ์เรื่องนี้เป็นบทสนทนาโต้แย้งความเชื่อดังกล่าวเรื่อง”บทสนทนาว่าด้วยเรื่องดาราศาสตร์”
เดือนกุมภาพันธ์ คศ.1632 สันตะปะปาเออร์แบนที่ 8 เรียกพบ พิจารณาโทษ ฐานขัดคำสั่งที่ห้ามเผยแพร่แนวความคิดที่บอกว่าโลกไม่ใช่ศูนย์กลางของจักรวาล สั่งลงโทษกักขังกาลิเลโอ ตลอดชีวิต เขาอยู่ในที่ขัง จนตราบวันสุดท้ายในชีวิตเขาอย่างเดียวดาย มืดมิด ก่อนตายเขาตาบอด มีนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงในยุคนั้นแอบมาเยี่ยมเขาหลายท่าน สังคมในอิตาลียุคนั้น ไม่มีใครกล้าหาญสู้กับอำนาจของศาสนจักรที่มีศูนย์กลางที่กรุงโรม ยกเว้น นพ.กาลิเลโอ กาลิเลอิ เขาตายในที่กักขัง เมื่อ 9 มกราคม ค.ศ.1642
แม้ว่าจะตาบอด ความใฝ่ค้นหาสัจธรรมก็ยังไม่หยุด ในวาระสุดท้ายที่ถูกกักขังเขาได้ถ่ายทอด “เรื่องบทสนทนาว่าด้วยวิทยาศาสตร์สมัยใหม่”ให้ กับนาย อีวานเจลิสตา ทอริเชลลี นักฟิสิกส์ผู้มีชื่อเสียงของอิตาลี เขาได้จดไว้และแอบนำไปตีพิมพ์ที่ประเทศฮอลแลนด์ในปี คศ.1638
ในยุคนั้น เริ่มเกิดการเคลื่อนไหวปฏิรูปศาสนาคริสต์นำโดย มาร์ติน ลูเธอร์ เกิดเป็นนิกายโปรแตสแตนท์มาจนถึงทุกวันนี้ ประเทศทางแถบเหนือของยุโรป เริ่มแข็งข้อไม่ยอมรับอำนาจของวาติกัน ทำให้สามารถตีพิมพ์งานของกาลิเลโอได้
ปี ค.ศ.1792 สันตะปะปา โจฮันเปาโลที่ 2 ประกาศว่าการลงโทษกาลิเลโอในศาลศาสนาเมื่อ 150 ปี ก่อนนั้นเป็นการพิพากษาที่ผิดพลาด
ในปีที่กาลิเลโอ ตาย เป็นปีที่ท่าน เซอร์ ไอแซค นิวตัน นักฟิสิกส์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลกชาวอังกฤษเกิดขึ้นพอดี น่าคิดนะครับว่าเป็นเขากลับมาเกิด หรือไม่?
จากเรื่องนี้ จะเห็นว่า การที่จะมีนักวิทยาศาสตร์ที่เก่งๆขึ้นมาสักคนหนึ่ง จนมีการคิดออกนอกกรอบในปัจจุบันออกไปได้ ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ เขาได้รับการ ”ฟูมฟัก” จากพ่อที่แสนจะยากจน แต่รักการศึกษามาก ไม่กลัวแม้แต่เมียที่คัดค้านอย่างหนักว่าไม่ให้เรียน ส่งจนหมดแรงส่ง ก็เกิดมีคนเห็นความสามารถเขา และจ้างเขาเป็นอาจารย์ตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษา เพื่อให้เรียนต่อจนจบ เทียบในสมัยนี้ แมวมองก็ไปดูว่าเด็กคนไหนมีแววเป็นดาวรุ่งนักฟุตบอลชั้นยอด ก็มาพาเอาไปฝึก ภายหลังค่าตัวเป็นล้านๆปอนด์
ความจริงเป็นสิ่งที่ไม่ตาย แต่คนที่พูดความจริงอาจตายได้
(ถอดความและสรุป จากหนังสือเรื่องกาลิเลโอ กาลิเลอิ บิดาแห่งนักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่)

๒๕๔๐